นิยายเรื่องใหม่

ตอนที่ 8

ประตูเหนือ

สองวันระหว่างการตรวจกับวันประกาศผลผ่านไปช้ากว่าแปดวันบนเกวียนของโจวเหิง

วันแรกจิ้งเหอตื่นสาย ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเขา ตอนลงมาข้างล่าง ป้าเชียงกำลังนั่งนับเหรียญทองแดงจากกล่องเก็บเงินเมื่อคืนอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง นางนับทีละสิบ ร้อยด้วยเชือกแดง แล้ววางเป็นกอง แต่เชือกเส้นหนึ่งร้อยได้เก้าเหรียญ นางนับซ้ำสามรอบก็ยังเก้าเหรียญ และไม่รู้ว่าเหรียญที่หายไปอยู่ตรงไหน จิ้งเหอนั่งลงข้าง ๆ แล้วช่วยนับอีกรอบ เขานับได้เก้าเหรียญเหมือนกัน ตอนหลังจึงพบว่าเหรียญที่หายไปติดอยู่ในร่องโต๊ะ

ป้าเชียงยกชามโจ๊กมาวางให้เขาโดยไม่ได้คิดเงิน และบอกว่าพรุ่งนี้ประตูเหนือจะมีคนมากจนต้องไปยืนรอตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง ถ้าไปสายจะเห็นแต่หลังหัวคน นางเคยมีแขกคนหนึ่งยืนรออยู่ถึงเที่ยงวัน กว่าจะได้เห็นรายชื่อก็พบว่าชื่อตัวเองไม่อยู่ในนั้น แขกคนนั้นกลับมาดื่มสุราจนเมาอยู่สามวัน แล้วก็ค้างค่าห้องไว้สองคืน

"ข้ายังเก็บห่อผ้าของเขาไว้ในห้องเก็บของ" ป้าเชียงบอก "หกปีแล้ว เขาไม่เคยกลับมาเอา"

ช่วงบ่าย จิ้งเหอเขียนจดหมายกลับบ้าน แต่เขียนไม่จบ เขาเขียนชื่อธาตุทั้งสองลงบนกระดาษไปแล้ว แล้วก็นั่งมองมันอยู่นาน ก่อนจะรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรต่อ ถ้าเขียนว่าผ่าน ก็ยังไม่แน่ ถ้าเขียนว่ารอผล พ่อก็จะนั่งรออ่านจดหมายฉบับถัดไปเป็นเดือน โดยไม่รู้ว่ามันจะมาถึงหรือไม่ เขาพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บไว้ในถุงข้างลูกคิดของอวี้หนิง

ลู่หมิงหายไปตลอดช่วงบ่าย เขากลับมาตอนค่ำพร้อมรอยหมึกเต็มนิ้ว บอกว่าไปรับจ้างคัดลอกรายชื่อสินค้าให้ร้านหนึ่งในตลาดตะวันออก ได้ค่าจ้างมาสามสิบอีแปะ "ข้าเอาเงินที่บ้านมาแค่พอค่าตรวจกับค่าที่พัก ถ้าต้องอยู่ต่อก็ต้องหาเพิ่ม" เขาพูดอย่างเรียบง่าย ราวกับเล่าเรื่องสภาพอากาศ แล้วก็ขึ้นไปนอน และกรนเสียงดังจนจิ้งเหอได้ยินผ่านผนังห้อง

-----

ตอนฟ้ายังไม่สาง ลานหน้าประตูเหนือของสำนักงานหลิงเยว่ก็มีคนยืนอยู่แล้วราวสองร้อยคน

ไม่ใช่ผู้สมัครทุกคน บางคนเป็นพ่อแม่ บางคนเป็นบ่าวที่ถูกส่งมาดูผลให้เจ้านาย บางคนเป็นพ่อค้าที่มาตั้งแผงขายซาลาเปาและน้ำชาร้อนตั้งแต่เมื่อคืน เพราะรู้ว่าจะมีคนมารอกันตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง มีชายคนหนึ่งยืนร้องขายแผ่นกระดาษที่บอกว่าเป็นสำเนารายชื่อ อีแปะละหนึ่งแผ่น ซึ่งไม่มีใครซื้อ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่ารายชื่อยังไม่ได้ติดประกาศ

จิ้งเหอกับลู่หมิงยืนอยู่ค่อนไปทางขวา ใกล้ต้นหวยใหญ่ต้นหนึ่ง ลู่หมิงซื้อซาลาเปามาสองลูก ยื่นให้จิ้งเหอลูกหนึ่ง แล้วตัวเองก็ไม่ได้กิน ถือไว้ในมืออย่างนั้นจนเย็น

ตอนแสงแรกขึ้นมาถึงหลังคาอาคาร ประตูไม้บานใหญ่ก็เปิดออก เจ้าหน้าที่สองคนยกแผ่นไม้กระดานยาวสามแผ่นออกมาวางพิงกำแพงด้านข้าง บนแผ่นกระดานมีกระดาษขนาดใหญ่ติดไว้ และเขียนรายชื่อด้วยตัวอักษรขนาดนิ้วโป้ง แผ่นแรกเขียนหัวว่า รับเข้า แผ่นที่สองเขียนว่า รอพิจารณา แผ่นที่สามไม่มีหัวเรื่อง เป็นประกาศของสำนักอื่นที่มาติดขอพื้นที่ไว้

ฝูงชนขยับตัวเข้าไป

จิ้งเหอไม่ได้พยายามเบียดเข้าไป เขารอให้คนแถวหน้าได้เห็นชื่อ แล้วค่อย ๆ ถอยออกมาทีละคน คนที่ได้เห็นรายชื่อแล้วจะออกมาด้วยท่าทีสองแบบ แบบหนึ่งเดินออกมาเร็ว อีกแบบเดินออกมาช้า ๆ ช้าจนน่ากลัว และมีคนที่ยืนอยู่หน้ากระดานโดยไม่ยอมไปไหนเลย จนคนข้างหลังต้องค่อย ๆ ดันให้หลบออกมา

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากหน้ากระดาน ผ่านไหล่จิ้งเหอไป แล้วบอกกับหญิงที่ยืนรออยู่ว่า "ไม่มี" หญิงคนนั้นคงเป็นภรรยาของเขา นางไม่ได้พูดอะไร เพียงยื่นห่อผ้าให้เขาถือ แล้วสองคนก็เดินออกไปทางถนนใหญ่ ไปทางลานจอดเกวียน

ลู่หมิงเข้าไปก่อน เขาตัวเล็กกว่าจิ้งเหอและแทรกตัวเก่งกว่า กลับออกมาได้เร็วกว่าที่คิด

"ชื่อเจ้าอยู่แผ่นแรก แถวที่สี่ ตัวที่เก้า" เขาบอก "ชื่อข้าไม่อยู่ในแผ่นไหนเลย"

เขาพูดสองประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงเดียวกัน แล้วจึงกินซาลาเปาที่ถือไว้มาตั้งแต่เช้าเป็นคำแรก

จิ้งเหอเข้าไปดูด้วยตาของตัวเอง ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อลู่หมิง แต่เพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาต้องเห็นเอง ชื่อของเขาอยู่ตรงนั้นจริง เสิ่นจิ้งเหอ หานเฉียว เหอลู่ ใต้ชื่อมีตัวอักษรเล็กกว่าเขียนไว้ว่า ศิษย์สายนอก รุ่นรับปีนี้ แล้วตามด้วยตัวอักษรอีกสองตัวที่เขาอ่านไม่ออก เพราะเขียนด้วยอักษรย่อของสำนัก

เขามองชื่อนั้นอยู่ไม่นาน ก่อนจะมองลงไปดูรายชื่อที่เหลือ กู่หลานอินอยู่แถวที่สอง หวังจิ่วเซียงอยู่แถวที่หก เมิ่งเสี่ยวถางอยู่แถวที่เจ็ด ใต้ชื่อของนางมีตัวอักษรย่ออีกแบบหนึ่ง ต่างจากของเขา ส่วนเฉินอวี๋อยู่แถวสุดท้ายของแผ่นแรก เกือบถึงขอบกระดาษ เขาอ่านชื่อนางซ้ำสองครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่คนอื่นที่ชื่อเหมือนกัน

เด็กหนุ่มธาตุไฟที่มีบ่าวไม่อยู่ในแผ่นแรก แต่อยู่ในแผ่นที่สอง รอพิจารณา

ตอนเขาเดินออกมา ลู่หมิงยืนอ่านแผ่นที่สามอยู่ แผ่นประกาศของสำนักอื่น ซึ่งไม่ค่อยมีคนสนใจ

"สำนักผาหินเทาเปิดรับคนธาตุดินที่ไม่ผ่านหลิงเยว่" ลู่หมิงพูดโดยไม่หันมา "ไม่ต้องตรวจใหม่ เอาผลตรวจธาตุของหลิงเยว่ไปยื่นได้เลย ค่าเข้าถูกกว่าครึ่ง ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสำนักนี้ เจ้าเคยได้ยินไหม"

"ไม่เคย"

"เดี๋ยวข้าไปถามดู" เขาม้วนแขนเสื้อขึ้น "เจ้ามีธุระของเจ้า ไปทำเถอะ เจ้าต้องไปรับเอกสารที่ห้องข้างในใช่ไหม ในประกาศบอกว่าให้คนที่มีชื่อเข้าไปรับที่ห้องทางซ้าย ข้าจะไปดูที่นี่" เขาชี้ไปที่ตัวอักษรเล็ก ๆ ท้ายประกาศ ซึ่งบอกที่ตั้งของสำนักงานสำนักผาหินเทาในชิงจิ้น "ตอนเที่ยงเจอกันที่ร้านป้าเชียง ถ้าข้ายังไม่กลับ ไม่ต้องรอ"

แล้วเขาก็เดินไปก่อน

-----

ห้องทางซ้ายมีคนรออยู่แล้วสามสิบกว่าคน มีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่หลังโต๊ะสี่คน แต่ละคนมีกองเอกสารสูงเท่าศอกวางอยู่ด้านหน้า

เฉินอวี๋ยืนอยู่ในแถวข้างหน้าเขาห่างไปสามคน นางหันกลับมาเพราะได้ยินเสียงเขาถามทางกับคนหนึ่ง แล้วยกมือขึ้นเล็กน้อยทักทาย ท่าทีนั้นไม่ใช่ความสนิทสนม แต่ก็มากกว่าความรู้จักกันผิวเผิน เป็นท่าทีของคนสองคนที่เคยยืนรอในแถวเดียวกันมาแล้ว

เมื่อนางออกมาจากโต๊ะของเจ้าหน้าที่ นางถือซองผ้าสีฟ้าอมเทาไว้ในมือ ซองนั้นหนากว่าที่คิด เดินผ่านจิ้งเหอไปโดยไม่ได้หยุด แต่พูดว่า "ครั้งนี้ข้าได้อยู่แถวสุดท้าย ปีที่แล้วข้าไม่ได้อยู่ในแผ่นไหนเลย" แล้วก็ไปยืนอ่านเอกสารในซองอยู่ข้างเสาทางหน้าประตู

จิ้งเหอได้รับซองผ้าเหมือนกับของนาง เจ้าหน้าที่ที่ยื่นซองให้เป็นชายสูงวัยสวมแว่นหินใส เขามองหาชื่อในสมุดนานกว่าที่ควร เพราะชื่อจิ้งเหออยู่ในหน้ากระดาษอีกหน้าหนึ่ง แยกออกมาจากหน้าที่เรียงตามลำดับ

"เสิ่นจิ้งเหอ ศิษย์สายนอก" เขาพูด "หมายเหตุท้ายชื่อคือ ติดตามที่เรือนรากฐาน เจ้าไม่ต้องทำอะไรเพิ่มในชิงจิ้น นอกจากต้องมารายงานตัวกับผู้ตรวจฟู่ในบ่ายวันพรุ่งนี้ ห้องนางอยู่ชั้นบน ขึ้นบันไดแล้วไปทางขวา เอกสารอื่นอยู่ในซองทั้งหมด อ่านให้จบก่อนออกจากเมือง ถ้าไม่มีอะไรจะถาม เชิญคนถัดไป"

จิ้งเหอมีคำถามอยู่สามข้อ แต่แถวข้างหลังยาวเกินกว่าที่เขาจะถามได้หมด เขาจึงถามเพียงข้อเดียว

"อักษรย่อสองตัวใต้ชื่อข้าบนกระดานหมายความว่าอะไรขอรับ"

เจ้าหน้าที่มองเขาข้ามกรอบแว่น

"ธาตุซ้อน ต้องจัดวัสดุต่างจากคนทั่วไป" เขาพูด "ผู้ตรวจฟู่จะบอกเจ้าเอง คนถัดไป"

-----

ตอนเที่ยง ลู่หมิงไม่ได้กลับมาที่โรงเตี๊ยม

จิ้งเหอกินข้าวคนเดียวที่โต๊ะริมหน้าต่าง แล้วเปิดซองผ้าออกอ่าน ในนั้นมีแผ่นป้ายไม้ขนาดเท่าฝ่ามือ สลักชื่อเขากับหมายเลขประจำตัว กระดาษพับหกทบหนึ่งแผ่นที่บอกกำหนดการเดินทางไปหลิงเยว่ รถศิลาจะออกจากลานตะวันตกของชิงจิ้นในอีกเก้าวัน อีกแผ่นเป็นสัญญาศิษย์สายนอกที่ต้องลงชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ และแผ่นสุดท้ายเป็นรายการของที่ศิษย์ใหม่ต้องเตรียมไปเอง

เขาอ่านสัญญาก่อน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่พ่อสอนเขาไว้ตั้งแต่เด็ก

สัญญานั้นไม่ได้ยาวมาก ศิษย์สายนอกจะได้รับที่พัก อาหารสองมื้อ และการสอนพื้นฐานที่เรือนรากฐานโดยไม่เก็บเงินแยกในปีแรก แลกกับการรับงานของสำนักตามจำนวนวันที่กำหนด วัสดุสำหรับฝึกขั้นต้นมีส่วนแบ่งมาตรฐานให้ ส่วนที่ใช้เกินกว่านั้นศิษย์ต้องรับผิดชอบเอง ถ้าออกจากสำนักภายในสามปีแรก ต้องคืนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ยกเว้นในกรณีที่ถูกให้ออกเพราะไม่มีความก้าวหน้า

เขาอ่านวรรค "วัสดุที่เกินกว่าส่วนแบ่งมาตรฐาน" ซ้ำอีกรอบ

-----

ห้องของผู้ตรวจฟู่ที่ชั้นบนเล็กกว่าที่เขาคิด โต๊ะของนางมีเอกสารวางซ้อนกันเป็นกองจนแทบไม่เหลือที่ว่าง นางกำลังกินข้าวกล่องกับผักดองอยู่ตอนที่จิ้งเหอเคาะประตู และไม่ได้วางตะเกียบลงตอนเขาเดินเข้ามา

"นั่ง" นางพูด แล้วชี้ตะเกียบไปที่เก้าอี้ตัวเดียวที่ไม่มีเอกสารวางอยู่ "ข้าไม่มีเวลามาก บ่ายนี้ต้องไปดูคนที่เหลือของห้องห้า เจ้าอ่านสัญญาแล้วใช่ไหม"

"อ่านแล้วขอรับ"

"ดี ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังว่าหมายเหตุของเจ้าหมายความว่าอะไร แล้วเจ้าจะได้ไม่ต้องไปฟังคนอื่นเดา

"ธาตุแสงหกเกือบเจ็ด ความไวรับรู้ปราณอยู่ในระดับบนสุดของรุ่นนี้ ไม่ใช่คนเดียว ในชิงจิ้นปีนี้มีอยู่สี่ห้าคน แต่เจ้าอยู่ในกลุ่มนั้น ส่วนอสนีห้า ถ้าเป็นธาตุเดียวถือว่าดี แต่เจ้ามีสองธาตุ

"คนสองธาตุต้องฝึกทั้งสองธาตุให้ผ่านเกณฑ์ก่อนข้ามขั้นใหญ่แต่ละครั้ง ธาตุที่ช้ากว่าจะดึงธาตุที่เร็วกว่าไว้ จากผลตอนนี้ แสงของเจ้ามีแนวโน้มจะนำหน้าอสนี เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็ต้องรอ หรือใช้ทรัพยากรเพิ่มเพื่อให้อสนีตามทัน วัสดุอสนีไม่ได้หายาก แต่ก็ไม่ถูก ส่วนแบ่งมาตรฐานของเรือนรากฐานคิดไว้สำหรับคนธาตุเดียว

"ความไวของเจ้าก็เป็นภาระเหมือนกัน เจ้ารู้สึกอะไรได้มากกว่าคนอื่น แต่เมื่อวานเจ้าก็เห็นแล้วว่ามันทำให้เจ้าหลุดสมาธิง่ายกว่าเด็กตีเหล็กคนนั้นแค่ไหน ถ้าไม่ฝึกให้เป็น ความสนใจของเจ้าจะไล่ตามทุกกระแสที่รับรู้ จนควบคุมสิ่งที่ควรควบคุมไม่ได้"

นางกินผักดองไปคำหนึ่ง

"แต่เรื่องที่ทำให้ข้าเขียนหมายเหตุลงไป ไม่ใช่เรื่องธาตุ" นางพูดต่อ "คนส่วนใหญ่ทำผงเรื่องเดียวกันสามครั้ง พวกเขาลองวิธีเดียวสามครั้ง ถ้าครั้งแรกทำให้ผงระเบิด ครั้งที่สองก็ทำให้เบาลง ครั้งที่สามก็ทำให้เบาลงอีก พวกเขาเปลี่ยนแรง แต่ไม่เคยเปลี่ยนวิธี เจ้าเปลี่ยนวิธีทั้งสามครั้ง และครั้งที่สามเจ้าเอาวิธีของคนอื่นมาดัดแปลงให้เข้ากับตัวเอง ไม่ใช่ลอกมาทั้งหมด ข้าเห็นตอนเจ้าหมุนข้อมือ

"แต่ครั้งที่สามก็ยังไม่ดีนัก เส้นผงยังเบี้ยว นิ้วก้อยยังรั่ว เจ้าคงรู้แล้ว"

"รู้ขอรับ"

"เรือนรากฐานจะได้เอกสารของเจ้าพร้อมหมายเหตุนี้ มันหมายความว่าอาจารย์ผู้สอนจะดูเจ้าบ่อยกว่าคนอื่นในปีแรก ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครรับเจ้าเป็นศิษย์ ไม่ได้หมายความว่าจะได้วัสดุมากขึ้น ถ้าเจ้าอยากได้วัสดุมากขึ้น ก็ต้องทำงานให้ได้แต้ม เหมือนคนอื่น

"ส่วนเรื่องเงิน" นางวางตะเกียบลงเป็นครั้งแรก "ถ้าครอบครัวเจ้าพอส่งเงินมาได้ ข้าแนะนำให้เก็บไว้สำหรับวัสดุอสนีในปีที่สองกับปีที่สาม อย่าใช้หมดไปกับของไม่จำเป็นในปีแรก ในปีแรก เจ้าจะเห็นคนใช้เงินเยอะมากกับเรื่องที่ไม่ได้ช่วยอะไร ข้าพูดแค่นี้ ไปได้แล้ว"

จิ้งเหอลุกขึ้นคำนับ เขามีคำถามอีกหลายข้อ แต่ผู้ตรวจฟู่ก็หันไปหยิบเอกสารกองถัดไปขึ้นมาแล้ว

ตอนเขาเดินลงบันได เขาเห็นกู่หลานอินเดินขึ้นมาสวนทาง นางถือซองผ้าสีฟ้าอมเทาเหมือนกัน และท่าทางไม่ค่อยสบายใจเหมือนคนที่ถูกเรียกมาพบ จิ้งเหอนึกถึงจานผงที่กลิ้งตกขอบ แล้วก็นึกถึงหมายเหตุที่ผู้ตรวจฟู่เขียนด้วยมือตัวเอง

"ท่านผู้ตรวจกินข้าวอยู่" เขาบอกนาง "นางพูดเร็ว ถ้ามีคำถาม ให้ถามข้อที่สำคัญที่สุดก่อน"

กู่หลานอินชะลอฝีเท้าเล็กน้อย แล้วเดินขึ้นบันไดต่อโดยไม่พูดอะไร

-----

ลู่หมิงกลับมาที่โรงเตี๊ยมตอนพระอาทิตย์ตก รองเท้าของเขาเปื้อนฝุ่นสีเทาไปจนถึงข้อเท้า

"สำนักผาหินเทาอยู่นอกเมืองไปทางใต้ ห่างไปหนึ่งวันด้วยเกวียน" เขาพูดขึ้นทันทีที่นั่งลง ก่อนที่ป้าเชียงจะยกน้ำชามาให้ "ในชิงจิ้นมีแค่สำนักงานเล็ก ๆ อยู่ห้องเดียว ข้าไปคุยกับคนที่นั่นแล้ว เป็นสำนักเล็ก มีคนราวสามร้อย ส่วนใหญ่เป็นธาตุดิน ทำงานรับเหมาก่อสร้างให้เมืองต่าง ๆ แถบนี้ สร้างกำแพง ขุดคลอง ซ่อมถนน สำนักเขาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยงานพวกนั้น เขาบอกว่าคนธาตุดินสามอย่างข้า ถ้าอยู่หลิงเยว่ก็ต้องอยู่แถวหลังไปอีกนาน แต่ถ้าอยู่ที่นั่น ข้าจะได้ไปทำงานจริงตั้งแต่ปีแรก

"ข้าจะไปดูที่สำนักจริง ๆ ก่อน" เขาพูดต่อ "มีเกวียนของเขาออกพรุ่งนี้เช้า ไปกลับสามวัน ถ้าข้าไม่ชอบ ข้าจะกลับบ้าน ถ้าชอบ ข้าจะส่งจดหมายบอกพ่อ แล้วอยู่ที่นั่นเลย"

จิ้งเหอนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เขาเคยคิดไว้ว่าลู่หมิงจะไม่ยอมรับผลที่ไม่ได้ชื่อบนกระดาน เขาจะไปขอให้ตรวจใหม่ หรือจะนั่งดื่มสุราอยู่สามวันเหมือนแขกคนนั้นของป้าเชียง เขาคิดผิดทั้งสองอย่าง

"ห้องสาม" เขาพูด "ที่ให้ยกหิน เจ้ารู้ไหมว่าเขาตรวจอะไร"

"ไม่รู้" ลู่หมิงพูด "ข้าถามคนที่ผาหินเทาแล้ว เขาเดาว่าหลิงเยว่ตรวจว่าร่างกายของข้าทนงานหนักได้แค่ไหน ถ้าได้ผลดีพอ อาจจะได้อยู่ในแผ่นรอพิจารณา แต่ข้าไม่ได้อยู่ในแผ่นนั้นด้วย ข้าคงไม่ได้ดีพอ" เขายกถ้วยชาขึ้นดื่ม "ก็ไม่เป็นไร ข้ายกหินได้สี่ก้อน ชายชราคนนั้นยกได้สองก้อนแล้วเป็นลม ข้าก็ยังดีกว่าเขาหนึ่งคน"

เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง

คืนนั้นลู่หมิงไม่ได้กรน อาจเพราะเขานอนไม่หลับ หรืออาจเพราะเขาไม่ได้นอนเลย จิ้งเหอไม่รู้

-----

วันต่อมา จิ้งเหอเห็นเด็กหนุ่มธาตุไฟอีกครั้งที่หน้าสำนักงาน บ่าวของเขาถือกล่องอาหารไว้สองกล่อง ยืนรออยู่ข้างเสา ส่วนตัวเขาเองยืนอยู่หน้าประตูห้องรอพิจารณา และไม่ยอมเข้าไป หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งแต่งกายดีกว่าเขาเสียอีกกำลังพูดกับเขาอยู่ เสียงนางไม่ดัง แต่จิ้งเหอได้ยินคำว่า "ชิงเฟิง" กับคำว่า "ท่านลุงของเจ้า" สองครั้ง

เด็กหนุ่มไม่ได้เถียงนาง เขาเพียงมองประตูห้องรอพิจารณาอยู่อย่างนั้น

จิ้งเหอเดินผ่านไปโดยไม่ได้หยุด เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของเขา แต่ตลอดเช้าวันนั้น เขานึกถึงห้องรอพิจารณาบานนั้นอยู่หลายครั้ง และนึกถึงคำว่าไฟหก ซึ่งตอนผู้ตรวจห้องแรกอ่านผลออกมา ฟังดูเหมือนผลที่ดีที่สุดของเช้าวันนั้น

ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป