ช่วงบ่ายไม่ได้แยกคนตามกลุ่มหมายเลขอีกต่อไป
ผู้สมัครที่ถูกส่งไปห้องสองจากหลายกลุ่มถูกพามารวมกันในโถงด้านหลังอาคาร รวมแล้วราวสี่สิบคน โถงนั้นเดิมคงเป็นโกดัง เพราะคานหลังคายังมีตะขอเหล็กสำหรับแขวนรอก และพื้นบางแผ่นยังมีรอยกระสอบลากเป็นทางยาว บนพื้นปูเสื่อไว้เป็นแถว แต่ละผืนมีชามดินเผาเนื้อบางวางอยู่ ในชามบรรจุน้ำไว้ครึ่งหนึ่ง
จิ้งเหอเห็นเฉินอวี๋ก่อนที่นางจะเห็นเขา นางนั่งอยู่บนเสื่อแถวหน้า หลังตรง มือวางบนเข่า ผมรวบไว้อย่างเรียบร้อยกว่าเมื่อวาน และไม่ได้หันมองรอบตัวเหมือนคนอื่น เหมือนคนที่เคยนั่งตรงนี้มาแล้ว ซึ่งเป็นความจริง
ผู้ตรวจช่วงบ่ายเป็นหญิงอายุราวห้าสิบ ร่างเตี้ย ผมหงอกทั้งศีรษะ ผู้ช่วยของนางเรียกนางว่าผู้ตรวจฟู่ นางไม่ได้แนะนำตัว นางเดินมาหยุดที่หัวแถว แล้วเริ่มพูดโดยไม่รอให้ทุกคนเงียบ คนที่ยังคุยอยู่ก็เงียบไปเอง
"พวกเจ้ายังไม่มีปราณเป็นของตัวเอง ใครคิดว่ามีแล้ว คิดผิด สิ่งที่พวกเจ้ามีคือร่างกายที่รู้จักทางเดินของมัน ช่วงนี้ข้าจะดูว่าพวกเจ้ารับคำสั่งแล้วทำตามได้แค่ไหน
"ใต้เสื่อทุกผืนมีแผ่นศิลาปล่อยปราณอ่อน ๆ ออกมา มันจะเข้าทางก้นกบและต้นขาเอง ห้ามไปดึงมัน ห้ามไปผลักมัน หายใจตามจังหวะที่ข้าจะสอน เข้าสี่ กลั้นสอง ออกหก ให้สิ่งที่เข้ามาไปพักอยู่ใต้สะดือราวสามนิ้ว มือทั้งสองประคองชามไว้บนตัก ถ้ามันรั่วออกมาทางมือ น้ำจะบอกข้าเอง
"เวลาหนึ่งดอกธูป ไม่มีใครทำได้นิ่งทั้งดอก ข้ารู้ ไม่ต้องพยายามให้ข้าเห็น เริ่มได้"
ผู้ช่วยจุดธูปดอกยาวปักลงในกระถางทรายตรงกลางโถง ควันลอยขึ้นเป็นเส้นตรงเพราะไม่มีลม
จิ้งเหอประคองชามไว้บนตัก ชามนั้นเบากว่าที่คิด และเนื้อบางพอที่ฝ่ามือจะรู้สึกได้ถึงความเย็นของน้ำ
เข้าสี่ กลั้นสอง ออกหก
ในรอบหายใจที่สาม สิ่งที่ผู้ตรวจฟู่พูดถึงก็มาถึง มันไม่ได้หนักเหมือนตอนที่ผู้ตรวจห้องแรกส่งเข้ามาทางหลังมือ มันเบาบางกว่ามาก คล้ายไอความร้อนที่ลอยขึ้นจากพื้นหินตอนบ่าย มันซึมขึ้นมาจากเสื่อ ผ่านต้นขา ผ่านสะโพก แล้วเริ่มไหลขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง
และเพราะเขารู้สึกได้ชัดเจนเกินไป เขาจึงตามมันไป
เขาไม่ได้ตั้งใจ อย่างน้อยก็ไม่ได้ตั้งใจในตอนแรก สายหนึ่งแยกออกไปทางซ้ายตรงระดับซี่โครงล่าง เขาตามไปดู อีกสายหนึ่งวกกลับลงมาทางขวา เขาหันไปตามสายนั้น ทุกครั้งที่ความสนใจของเขาไปหยุดอยู่ตรงไหน สิ่งนั้นก็ไหลไปตรงนั้นมากขึ้น เหมือนน้ำที่ไหลลงไปหาร่องที่มีคนเพิ่งขุด ในไม่ช้ามันก็ไม่ได้ไปพักอยู่ใต้สะดือเลย มันกระจายไปทั่วอกและไหล่ แล้วเริ่มไหลลงไปตามแขนทั้งสองข้าง ตามทางเดิมที่เขารู้สึกตอนเช้า คือไปทางนิ้วโป้งกับตามแนวกระดูกด้านนอก
น้ำในชามสั่น
ไม่ใช่ระลอกคลื่นใหญ่ แต่เป็นริ้วถี่ ๆ ตรงขอบชามทั้งสองด้าน ตรงที่นิ้วโป้งของเขาแตะอยู่ ผิวน้ำตรงกลางสว่างขึ้นเล็กน้อยครั้งหนึ่ง แล้วดับไป
จิ้งเหอรู้ทันทีว่ามันรั่ว เขาพยายามดึงมันกลับ
นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งที่สอง และแย่กว่าครั้งแรก การดึงก็คือการสนใจ และการสนใจก็คือการเปิดทาง สิ่งที่อยู่ในแขนทั้งสองข้างไม่ได้ไหลกลับไปไหน มันกลับหนาแน่นขึ้น ริ้วน้ำในชามถี่จนเกิดเสียงแผ่วเบา ใกล้เคียงกับเสียงทรายกระทบกระดาษที่เขาได้ยินตอนเช้า
ผู้ช่วยคนหนึ่งเดินผ่านมา มองชามของเขา แล้วจดอะไรบางอย่างลงบนแผ่นไม้ เขาไม่ได้หยุด และไม่ได้พูดอะไร
จิ้งเหอหายใจออกยาว เขาหยุดดึง และหยุดทำทุกอย่างอยู่พักหนึ่ง ปล่อยให้น้ำสั่นไปอย่างนั้น
ถ้าเป็นที่คลังบ้านเสิ่น นี่คือวันที่ของเข้ามาหลายทางพร้อมกัน และเขายืนอยู่หน้าประตูพยายามนับทุกเกวียน ทุกกระสอบ จนลืมไปว่าหน้าที่ของเขาไม่ใช่การนับของที่กำลังเข้ามา แต่เป็นการดูว่าของไปถึงช่องเก็บที่ถูกต้องหรือไม่ อาจารย์ชีไม่ได้สอนเรื่องนี้ พ่อก็ไม่ได้สอน คนที่พูดเรื่องนี้กับเขาคืออวี้หนิง ในปีที่เขาอายุสิบหก และเพิ่งได้รับอนุญาตให้ถือสมุดรับของ นางดึงสมุดออกจากมือเขา แล้วพูดว่า เจ้ามองเกวียนทุกคันจนไม่ได้มองช่องเก็บเลย เกวียนไม่ได้หายไปไหนหรอก ถ้าช่องเก็บเต็มถูกที่ ก็แปลว่าเกวียนมาครบแล้ว
เขาไม่ได้คิดว่าเรื่องสองเรื่องนี้เหมือนกันทุกอย่าง แต่เขาก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า
เข้าสี่
เขาไม่ตามสิ่งที่ไหลขึ้นมาจากเสื่อ เขาวางความสนใจไว้ตรงจุดใต้สะดือราวสามนิ้ว ตรงจุดที่ยังว่างอยู่ เหมือนช่องเก็บของที่รอของมาลง
กลั้นสอง
ออกหก
รอบแรกไม่มีอะไรเปลี่ยน รอบที่สองก็ไม่มี น้ำในชามยังสั่นอยู่ แม้จะเบาลงบ้าง ซึ่งอาจเป็นเพียงเพราะเขาหยุดดึงแล้วเท่านั้น
รอบที่สี่ เขาเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างสะสมอยู่ที่จุดนั้น ไม่ใช่ทั้งหมด อาจเป็นเพียงส่วนน้อย แต่มันไม่ไหลออกไปไหน และเมื่อมันอยู่ตรงนั้น ส่วนที่ยังไหลขึ้นมาใหม่ก็ดูเหมือนจะจำทางได้ มันเริ่มไหลตามลงไปหามากขึ้น
รอบที่หก ความสนใจของเขาหลุดไปทางแขนซ้ายหนึ่งครั้ง ตามความเคยชินที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ น้ำตรงขอบชามด้านซ้ายสั่นขึ้นทันที เขาไม่ได้ดึงมันกลับ เพียงย้ายความสนใจกลับไปที่ใต้สะดือ แล้วหายใจออกยาวหกจังหวะ ริ้วน้ำหายไปก่อนที่เขาจะหายใจออกจนหมด
ธูปไหม้ไปแล้วเกือบครึ่งดอก
ช่วงครึ่งหลังของธูป ผิวน้ำในชามของเขานิ่งเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้นิ่งสนิท มีริ้วเล็ก ๆ ขึ้นมาบ้างเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมหายใจของเขาสั้นลง หรือเมื่อความคิดของเขาหลุดไปอยู่ที่อื่น เช่น ตอนที่ใครบางคนในแถวหลังทำชามหล่นจนน้ำหกเต็มเสื่อ ผู้ช่วยต้องเดินไปเอาผ้ามาเช็ด และคนคนนั้นก็ขอโทษซ้ำอยู่หลายครั้ง
จิ้งเหอไม่ได้ลืมตา แต่เขารับรู้ได้ว่าผู้ตรวจฟู่เดินผ่านแถวของเขาไปสองรอบ ในรอบที่สอง ผู้ตรวจฟู่หยุดยืนอยู่ข้างเขา
ทันทีที่เขารู้ว่ามีคนยืนดูอยู่ ความสนใจของเขาก็หลุดออกจากจุดใต้สะดือ ไม่ได้ไปที่แขน แต่ไปที่ผิวหนังด้านขวาทั้งแถบ ที่หันหน้าไปทางที่นางยืนอยู่ เหมือนคนที่รู้สึกถึงความร้อนจากเตาที่ตั้งอยู่ข้างตัว ที่ขอบชามด้านขวาเกิดริ้วขึ้นมาอีก
เขารู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง ความหงุดหงิดนั้นทำให้ลมหายใจเข้าของเขาสั้นลงหนึ่งจังหวะ
แต่ในรอบนี้เขาไม่ได้ดึงอะไรกลับ และไม่ได้รอให้มันแย่ลงก่อน เขาเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ทำให้น้ำสั่นไม่ใช่นาง แต่เป็นความสนใจของเขาเองที่ออกไปหานาง นางยืนอยู่ตรงนั้นก็จริง และเขารู้ว่านางยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งสองอย่างเป็นความจริง แต่เขาไม่จำเป็นต้องหันไปหามัน
เข้าสี่ กลั้นสอง ออกหก
ริ้วน้ำหายไปภายในลมหายใจเดียว
ผู้ตรวจฟู่ยังไม่ขยับ นางยืนอยู่ตรงนั้นอีกราวสามรอบหายใจ ผิวน้ำของเขาสั่นขึ้นมาอีกครั้งเดียว และสงบลงเร็วกว่าเดิม แล้วนางก็เดินต่อไป
เมื่อธูปดับ ผู้ช่วยตีระฆังเล็กหนึ่งครั้ง ทุกคนลืมตา
มีเสียงคนหายใจโล่งอกอยู่ทั่วโถง คนหนึ่งในแถวที่สองวางชามลงแล้วยกมือขึ้นนวดท้ายทอย ชามของเขามีน้ำเหลือไม่ถึงครึ่งจากที่ใส่ไว้ แต่เสื่อของเขาแห้ง จิ้งเหอไม่รู้ว่าน้ำหายไปไหน
ผู้ช่วยสองคนเดินเก็บแผ่นไม้ของแต่ละคนไปให้ผู้ตรวจฟู่ นางยืนอ่านแผ่นไม้ทีละแผ่นที่หัวแถวโดยไม่นั่ง บางแผ่นนางอ่านแล้ววางลงทันที บางแผ่นนางอ่านนานขึ้น และมีอยู่สามแผ่นที่นางหยิบพู่กันจากผู้ช่วยมาเขียนเพิ่ม
ที่เสื่อผืนหน้าเยื้องไปทางซ้ายสองแถว มีหญิงสาววัยราวสิบแปดนั่งอยู่ จิ้งเหอจำได้ว่าเห็นนางเมื่อช่วงบ่ายตอนเดินเข้าโถง เพราะนางเดินเข้ามาพร้อมกับชายชราคนหนึ่งที่ต้องหยุดพักถึงสองครั้งระหว่างทางจากประตู ตลอดทั้งดอกธูป ผิวน้ำในชามของนางแทบไม่ขยับเลย ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรเข้าไปในตัวนาง จิ้งเหอรู้สึกได้จากตรงที่เขานั่ง สิ่งที่ไหลขึ้นมาจากเสื่อของนางหนาแน่นพอ ๆ กับของเขา แต่มันไปรวมอยู่ที่จุดเดียวตั้งแต่ต้น นิ่งเหมือนน้ำในบ่อที่มีขอบแน่นหนา
ผู้ช่วยขานชื่อนางตอนเก็บแผ่นไม้ว่า หวังจิ่วเซียง
ชายหนุ่มร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างจิ้งเหอ ซึ่งตลอดดอกธูปแทบไม่ได้หายใจตามจังหวะเลย เอนตัวเข้ามากระซิบว่า "นางอยู่บ้านตีเหล็ก พ่อนางเป็นช่างเหล็กในเมือง ทุกวันต้องนั่งเฝ้าเตาตั้งแต่เด็ก ข้าได้ยินคนเล่าตอนเช้า" แล้วเขาก็หันกลับไปเช็ดน้ำบนเสื่อตัวเองต่อ เขาทำชามหกไปสองครั้ง
จิ้งเหอนึกถึงเตาของบ้านเสิ่น ซึ่งไม่เคยมีใครนั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้นทั้งวัน มีแต่ช่างสามคนที่ผลัดกันมาดู และมีเด็กฝึกงานคอยเติมถ่าน เขาไม่แน่ใจว่าความนิ่งแบบนั้นมาจากเตา มาจากตัวนางเอง หรือมาจากอะไรอย่างอื่น แต่เขารู้ว่าในเรื่องนี้ นางทำได้ดีกว่าเขาตั้งแต่ครั้งแรก และไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะคิดว่ามันเป็นแค่โชค
-----
การทดสอบรอบที่สองไม่ได้ใช้ธูป
ผู้ตรวจฟู่เรียกคนขึ้นไปทีละห้าคน ให้นั่งเรียงหน้ากระดานหันหน้าเข้าหานาง ตรงหน้าแต่ละคนมีจานดินเผาใบเล็กวางอยู่ ในจานมีผงสีเทาเนื้อละเอียดกองไว้เป็นกองเล็กขนาดเท่าเล็บนิ้วโป้ง
"ข้าจะแตะหลังมือเจ้าเหมือนที่ห้องแรก" นางพูด "คราวนี้สิ่งที่ข้าส่งเข้าไปจะมากกว่านิดหน่อย ไม่ต้องให้มันไปพักใต้สะดือ ให้ส่งออกทางปลายนิ้วชี้ขวาไปที่ผงนั่น ใช้แค่นิ้วชี้ ผงเกลียดการถูกผลักแรง ๆ จะกระจายออกไป แต่ถ้าส่งไปน้อยเกินก็จะไม่ขยับ ทำให้มันเคลื่อนเป็นทางไปทางหน้า ไม่ต้องไกล หนึ่งข้อนิ้วก็พอ ข้าให้ทำสามครั้ง"
จิ้งเหอขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่สาม กลุ่มก่อนหน้าเขา ผงของสองคนไม่ขยับเลยทั้งสามครั้ง ผงของอีกคนระเบิดกระจายออกตั้งแต่ครั้งแรก ผู้ช่วยต้องมาเทผงใหม่ให้ คนนั้นหน้าแดงไปจนถึงหู แต่ครั้งที่สามเขาทำให้ผงขยับเป็นทางสั้น ๆ ได้ราวครึ่งข้อนิ้ว
ผู้ตรวจฟู่แตะหลังมือขวาของจิ้งเหอ
สิ่งที่เข้ามามากกว่าตอนเช้าจริง และเร็วกว่าด้วย มันพุ่งไปตามทางเดิมทั้งสองสายทันที ไม่มีช่วงลังเล ทางไปนิ้วโป้ง และทางตามแนวกระดูกด้านนอก ซึ่งเขาเพิ่งเข้าใจตอนนี้ว่ามันไปจบที่นิ้วก้อยกับนิ้วนาง ไม่มีสายไหนไปทางนิ้วชี้เลย
ครั้งแรกเขาพยายามบังคับมัน
เขาพยายามให้มันเบนเส้นทางจากนิ้วโป้งไปทางนิ้วชี้ มันเบนไปได้ครึ่งทาง แล้วก็ติดอยู่ตรงนั้น เหมือนน้ำที่ต้องไหลผ่านช่องแคบ ก่อนจะไหลทะลักออกทางนิ้วโป้งแทน ผงในจานไม่ขยับ แต่มีประกายวาบเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่ปลายนิ้วโป้งของเขา แสบเหมือนถูกเข็มจิ้ม
เขาได้ยินผู้ช่วยจดอะไรบางอย่างลงไป
ครั้งที่สอง เขาลองทำตามความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างครั้งแรกกับครั้งที่สอง ถ้านิ้วชี้ไม่มีทาง การบังคับให้มันเลี้ยวไปก็คือการพยายามให้เกวียนเลี้ยวเข้าตรอกที่ไม่มีถนน เขาจึงไม่ได้พยายามเบนเส้นทางที่ไหลไปนิ้วโป้ง แต่รวมความสนใจไว้ที่ปลายนิ้วชี้ เหมือนตอนที่เขาวางความสนใจไว้ใต้สะดือ แล้วรอดูว่าจะมีอะไรไปถึงที่นั่นเองหรือไม่
มีบ้าง แต่ไม่มาก ผงขยับไปข้างหน้าเล็กน้อย แทบไม่ได้เป็นทาง เป็นเพียงกองผงที่เอนไปทางหน้า ส่วนที่เหลือยังคงไหลออกทางนิ้วโป้งกับนิ้วก้อย แต่ไม่มีประกายวาบแล้ว
เขารู้ว่านั่นยังไม่พอ ทั้งสองวิธีที่ใช้ไปยังไม่ใช่คำตอบ วิธีแรกบังคับมากเกินไป วิธีที่สองปล่อยมากเกินไป
ก่อนผู้ตรวจฟู่จะแตะมือเขาเป็นครั้งที่สาม เขาเห็นคนที่นั่งข้าง ๆ ซึ่งเป็นหวังจิ่วเซียง นางทำให้ผงเคลื่อนเป็นทางได้ยาวเกือบหนึ่งข้อนิ้วตั้งแต่ครั้งแรก และครั้งที่สองก็ทำได้เหมือนเดิม เส้นผงของนางตรงราวกับวาดด้วยไม้บรรทัด แต่ในครั้งที่สอง เขาสังเกตเห็นว่านางไม่ได้นั่งหลังตรงเหมือนตอนนั่งกับชาม นางเอียงแขนขวาไปข้างหน้าเล็กน้อย ข้อมือหักลงนิด ๆ นิ้วชี้เหยียดตรงลงไปหาผงในแนวเดียวกับแขน
ทางน้ำที่ตรงไม่ต้องเลี้ยว
จิ้งเหอขยับข้อมือลงตามนาง แต่ไม่ได้เลียนแบบทั้งหมด เพราะเส้นทางในแขนของเขาไม่ได้เหมือนของนาง เขาหมุนข้อมือเข้าหาตัวเล็กน้อย ให้นิ้วโป้งอยู่ด้านล่าง ให้นิ้วชี้อยู่ในแนวที่ใกล้กับทางไหลเดิมมากที่สุด แล้ววางความสนใจไว้ที่ปลายนิ้ว
ผู้ตรวจฟู่แตะหลังมือ
มันไหลเข้ามา ส่วนหนึ่งยังคงไปทางนิ้วโป้ง แต่เพราะตอนนี้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้อยู่ใกล้กันจนแทบแยกไม่ออก สิ่งที่ไหลไปทางนั้นจึงไม่ได้ต้องเลี้ยวมาก มันออกไปทางปลายนิ้วชี้ครึ่งหนึ่ง ผงในจานเคลื่อนเป็นทางไปข้างหน้า เส้นนั้นไม่ตรงเท่าของหวังจิ่วเซียง มันเฉไปทางซ้ายเล็กน้อยตรงปลาย และยาวไม่ถึงข้อนิ้ว แต่มันก็เป็นทาง
ส่วนที่ออกทางนิ้วก้อยยังคงอยู่ เขาไม่ได้แก้เรื่องนั้น ผู้ตรวจฟู่คงเห็นเหมือนกัน
นางไม่ได้พูดอะไรกับเขา นางย้ายไปแตะหลังมือคนถัดไป
ตอนเดินกลับไปที่เสื่อ เขาได้ยินผู้ตรวจฟู่พูดกับผู้ช่วยด้วยเสียงไม่ดังนัก
"สามครั้ง สามวิธี" นางพูดเท่านั้น
ผู้ช่วยจดลงไป
-----
ไม่ใช่ทุกคนที่ถูกเรียกขึ้นไปทำรอบที่สอง ในสี่สิบคน มีราวสิบคนที่ผู้ช่วยมาบอกว่าไม่ต้องทำแล้ว และให้ไปรออยู่ที่ลานด้านหน้า ชายหนุ่มร่างเล็กที่ทำชามหกสองครั้งเป็นหนึ่งในนั้น เขาลุกขึ้นแล้วก้มตัวเก็บเสื่อของตัวเองพับไว้ก่อนเดินออกไป ผู้ช่วยบอกว่าไม่ต้องก็ได้ แต่เขาก็ยังพับเสื่อให้เรียบร้อย
กู่หลานอินทำรอบที่สองในกลุ่มหลังจิ้งเหอ ครั้งแรกนางทำผงระเบิดกระจายออก ครั้งที่สองก็ระเบิดอีก ครั้งที่สามนางทำให้ผงเคลื่อนไปได้ แต่ไม่เป็นเส้น ผงกลิ้งไปเป็นก้อนเดียวเหมือนลูกกลม ๆ ที่ถูกนิ้วดีดจนตกขอบจาน
ผู้ตรวจฟู่มองจานใบนั้นนานกว่าจานของคนอื่น แล้วเขียนอะไรบางอย่างลงไปด้วยตัวเอง
เมื่อทุกกลุ่มทำเสร็จ ข้างนอกก็เริ่มมืดแล้ว ผู้ช่วยบอกทุกคนว่าการตรวจวันนี้จบเพียงเท่านี้ ผลจะติดประกาศที่ประตูเหนือของสำนักงานหลิงเยว่ในอีกสองวัน ใครต้องการคัดสำเนาผลการตรวจธาตุของตัวเองต้องเสียค่าคัดห้าอีแปะ ส่วนใครไม่ต้องการก็ไม่ต้องเสีย
จิ้งเหอจ่ายห้าอีแปะ
ตอนเขาเดินออกมาถึงประตู ลู่หมิงยืนรออยู่ใต้โคมไฟหน้าอาคาร เขาถือห่อใบบัวสองห่อ ห่อหนึ่งเปิดกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง
"ข้ารอเจ้าตั้งแต่ข้าเสร็จ" ลู่หมิงพูดขึ้นก่อนที่จิ้งเหอจะถามอะไร "กลุ่มข้าเสร็จก่อนช่วงบ่ายของพวกเจ้า ข้าไม่ได้ขึ้นห้องสอง ข้าได้ดินสามกับไฟสอง ผู้ตรวจให้ข้าไปห้องสาม ห้องสามให้ข้ายกของหนัก ๆ แล้วนับว่าหายใจได้กี่ครั้ง ข้าไม่รู้ว่าทำดีหรือไม่ดี คนที่ตรวจข้าพูดกับข้าไม่ถึงสิบคำ อันนี้ของเจ้า หมูตุ๋นกับข้าว ข้าซื้อเกินมา ป้าเชียงบอกว่าจะปิดครัวเร็ว เพราะคืนนี้มีคนจองโต๊ะไว้ยี่สิบคน เจ้าไม่ต้องบอกข้าว่าได้อะไร ถ้าเจ้าไม่อยากบอก"
จิ้งเหอรับห่อใบบัวมา มันยังอุ่นอยู่
"แสงกับอสนี" เขาพูด
ลู่หมิงหยุดเคี้ยว
"อ้อ" เขาพูด แล้วเคี้ยวต่อ "ดีนะ ข้าได้ยินว่ามีคนได้อสนีเยอะเลยวันนี้ มีคนนึงได้ถึงหก คนที่ร้านชาพูดกัน เดินกลับกันเถอะ ข้าเหนื่อยจะตายแล้ว ยกหินพวกนั้นมาทั้งวัน"
พวกเขาเดินกลับโรงเตี๊ยมด้วยกันผ่านตลาดกลางคืน ลู่หมิงเล่าเรื่องห้องสามให้ฟังตลอดทาง ทั้งหินที่หนักไม่เท่ากัน ผู้ตรวจที่ไม่ยอมบอกว่าหินก้อนไหนหนักเท่าไร และชายชราคนหนึ่งที่เป็นลมไปหลังยกหินได้สองก้อน จิ้งเหอฟังอยู่ตลอด บางช่วงเขาก็ถามถึงรายละเอียด ลู่หมิงตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง
เขาไม่ได้เล่าเรื่องผงสีเทาให้ลู่หมิงฟัง ไม่ใช่เพราะอยากเก็บเป็นความลับ แต่เพราะเขายังคิดไม่ออกว่าจะเล่าอย่างไรให้ไม่ฟังเหมือนคนที่กำลังเล่าว่าตัวเองทำได้ดี ในเมื่อจริง ๆ แล้ว เขายังไม่รู้เลยว่าเขาทำได้ดีหรือไม่