จิ้งเหอลงชื่อในสัญญาศิษย์สายนอกในเช้าวันที่สามหลังประกาศผล ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ระหว่างรอให้หมึกแห้ง ก็นั่งแกะเมล็ดแตงโมกินไปด้วย
โต๊ะข้างกันมีชายหนุ่มผิวคล้ำแดดกำลังยืนยันชื่อหมู่บ้านของตัวเองกับเสมียน เพราะอักษรตัวหนึ่งในเอกสารถูกเขียนคล้ายอีกตัว เขาชื่อเฉินมู่เฉิง อายุยี่สิบสอง มาจากชุมชนชายแดนด้านใต้ของเหอลู่ บ้านของเขารับซื้อรากยา เปลือกไม้ และสมุนไพรจากพรานกับชาวบ้านก่อนส่งต่อเข้าเมือง ผลตรวจของเขาเป็นดินกับไม้
“อย่างน้อยผลก็เข้ากับงานที่บ้าน” เขาพูดหลังเสมียนแก้ชื่อให้เสร็จ แล้วเหลือบเห็นจิ้งเหอกำลังหยิบแท่งหมึกออกจากถุง “เจ้าพกหมึกมาเองด้วยหรือ”
“อาจารย์เก่าให้มา”
เฉินมู่เฉิงรับคำง่าย ๆ ไม่ได้ถามต่อ เขาเล่าว่ากระดาษของบ้านตนมักมีกลิ่นสมุนไพรติดจนเสมียนชอบถามว่าเก็บเอกสารไว้ในร้านยาหรืออย่างไร จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เรียกคนถัดไป ทั้งสองจึงแยกกันไปคนละโต๊ะโดยยังไม่ทันคุยถึงเรื่องอื่น
เขาใช้แท่งหมึกของอาจารย์ชีฝนหมึกเอง แทนที่จะใช้หมึกบนโต๊ะเจ้าหน้าที่ หมึกของสำนักงานเป็นหมึกดี ดำเข้มและแห้งเร็ว แต่เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น เขาเพียงไม่อยากให้ลายมือแรกที่เขาเขียนลงในเอกสารของหลิงเยว่ เป็นลายมือที่เขียนด้วยหมึกของคนอื่น
อาจารย์ชีไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญ อาจารย์อาศัยอยู่ในหานเฉียวมาหกสิบปี สอนคัดลายมือให้ลูกหลานพ่อค้าในเมืองมาสามรุ่น และสิ่งเดียวที่อาจารย์เคยพูดถึงสำนักบนภูเขาคือ คนพวกนั้นเขียนหนังสือได้ดีหรือไม่ อาจารย์ไม่รู้ ในวันที่จิ้งเหอบอกว่าจะเดินทางมาชิงจิ้น อาจารย์เดินไปหยิบแท่งหมึกจากลิ้นชัก แล้วบอกว่า ถ้าที่นั่นไม่มีหมึกดี ก็ใช้อันนี้ อย่าให้มือเสีย
ที่นี่มีหมึกดี แต่มือของเขายังเป็นมือเดิม
-----
วันที่เหลือก่อนออกเดินทางไม่ได้ยาวอย่างที่คิด
หลังลงชื่อในสัญญา จิ้งเหอไปที่ร้านเหอจี้ เหอต้าหยวนนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เหมือนตอนที่เขามาครั้งก่อน กำลังเถียงกับพ่อค้าเกลือคนหนึ่งเรื่องค่าฝากของในโกดัง พ่อค้าเกลือว่าเหอต้าหยวนคิดเกิน เหอต้าหยวนว่าพ่อค้าเกลือฝากไว้เกินเวลาไปสี่วัน สองคนเถียงกันไปมาอยู่นาน จนตกลงกันได้ที่ครึ่งหนึ่งของส่วนที่เถียงกัน ซึ่งจิ้งเหอเดาว่าเป็นตัวเลขที่ทั้งสองคนรู้ดีตั้งแต่ก่อนเริ่มเถียงแล้ว
เมื่อพ่อค้าเกลือกลับไป เหอต้าหยวนหันมามองเขา
"ผ่านแล้วสินะ" เขาพูด "หน้าเจ้าไม่เหมือนคนที่ไม่ผ่าน พวกที่ไม่ผ่านเข้ามาร้านข้าแล้วจะถามราคาเกวียนกลับบ้าน"
จิ้งเหอบอกว่าต้องการส่งจดหมายกลับหานเฉียว และอยากรู้ว่าร้านเหอจี้มีวิธีส่งเงินจากหานเฉียวมาถึงหลิงเยว่หรือไม่ โดยที่ไม่ต้องให้ใครถือเงินมาด้วยตัวเอง
เหอต้าหยวนวางลูกคิดลงบนเคาน์เตอร์
"พ่อเจ้าก็ถามแบบนี้ ตอนที่เราสองคนเริ่มทำการค้ากัน" เขาพูด "ตอนนั้นเขาอายุยี่สิบเจ็ด ยังไม่มีคลังของตัวเอง ข้าจะบอกให้ว่าข้าทำอย่างไร ถ้าที่บ้านเจ้าส่งเงินมาที่ร้านข้า ข้าจะออกใบรับให้ แล้วส่งใบรับนั้นไปให้ร้านแลกเงินของหลิงเยว่ในหุบเขา ร้านนั้นชื่อร้านสามหยก ข้ามีบัญชีกับเขา เขาจะจ่ายให้เจ้าเป็นแต้มของสำนัก หรือเป็นหินปราณ หรือเป็นเงินทองแดงก็ได้ตามที่เจ้าต้องการ ข้าคิดค่าบริการสองส่วนในร้อย ร้านสามหยกคิดอีกหนึ่งส่วน เงินจะไปถึงเจ้าช้ากว่าที่เจ้าได้รับจดหมายราวสิบวัน"
จิ้งเหอคิดในใจอย่างรวดเร็ว รวมสามส่วนในร้อย นับว่าแพงกว่าการให้คนที่ไว้ใจได้ถือไปให้ แต่ถูกกว่าการที่ต้องจ้างคนคุ้มกันไปด้วย และที่สำคัญคือพ่อไม่ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ทุกครั้ง
"สองส่วนในร้อยนั้น ท่านลดได้หรือไม่ขอรับ ในเมื่อพ่อข้าเป็นคู่ค้าของท่าน"
"ลดแล้ว" เหอต้าหยวนพูด "คนอื่นข้าคิดสามส่วนในร้อย"
เขาไม่ได้บอกว่าเขาพูดความจริงหรือเปล่า จิ้งเหอก็ไม่ได้ถามต่อ
เหอต้าหยวนรับจดหมายของเขาไว้ และบอกว่าขบวนเกวียนของโจวเหิงจะกลับหานเฉียวในอีกสองวัน จดหมายจะไปพร้อมกับขบวนนั้น โจวเหิงยังพักอยู่ที่ลานเกวียนฝั่งตะวันออกของเมือง รอรับสินค้าขากลับให้เต็มเกวียนก่อนออกเดินทาง
-----
จดหมายที่เขาเขียนเมื่อวันก่อน ในที่สุดก็มีเนื้อความยาวสองหน้ากระดาษ
หน้าแรกเขียนถึงพ่อกับแม่ เล่าเรื่องผลตรวจ ธาตุทั้งสอง ชื่อที่อยู่บนกระดานแผ่นแรก และสิ่งที่ผู้ตรวจฟู่บอกเกี่ยวกับวัสดุอสนีในปีที่สองกับปีที่สาม เขาเขียนตัวเลขลงไปด้วย ตัวเลขที่เขาถามมาจากร้านขายวัสดุสองร้านในตลาดตะวันตก และจากศิษย์หลิงเยว่คนหนึ่งที่มาซื้อของที่ร้านนั้นพอดี เขาไม่ได้ขอให้พ่อส่งเงินมา เพียงแต่เขียนตัวเลขลงไปให้พ่อรู้
เขาเขียนประโยคสุดท้ายของหน้าแรกซ้ำสองครั้ง ครั้งแรกเขาเขียนว่า ข้าคิดว่าท่านพ่อคงอยากรู้ว่าตอนนั้นท่านพ่อไม่ผ่านเพราะอะไร ข้าถามเจ้าหน้าที่แล้ว เขาบอกว่าคนที่ไม่มีการตอบสนองเลยมีอยู่ไม่น้อยทุกปี ไม่เกี่ยวกับความพยายามหรือความตั้งใจ
เขาอ่านประโยคนั้นซ้ำหลายรอบ แล้วก็ขีดทิ้ง
ครั้งที่สองเขาเขียนว่า ที่ห้องแรกมีชามน้ำเก้าใบ เจ้าหน้าที่คืนค่าธรรมเนียมครึ่งหนึ่งให้คนที่ไม่มีการตอบสนอง ข้าไม่รู้ว่าสามสิบปีก่อนเขาคืนให้หรือไม่
เขาปล่อยประโยคนั้นไว้อย่างนั้น
หน้าที่สองเขียนถึงอวี้หนิง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการค้า เขาเล่าเรื่องวิธีส่งเงินของร้านเหอจี้ เรื่องราคาเหล็กดิบในชิงจิ้นที่สูงกว่าหานเฉียวราวหนึ่งในห้า เรื่องที่ช่างทำอุปกรณ์ของผู้บำเพ็ญบางร้านในตลาดตะวันตกซื้อเหล็กดีจากเมืองทางใต้ เพราะหาซื้อในชิงจิ้นไม่ได้ เขาไม่ได้เขียนว่าบ้านเสิ่นควรทำอะไรกับข้อมูลนี้ เขารู้ว่าอวี้หนิงจะตัดสินใจเอง และเขารู้ว่านางจะไม่ชอบถ้าเขาพยายามตัดสินใจแทน
ท้ายหน้า เขาเขียนว่า ลูกคิดยังอยู่ในถุง ข้าใช้นับเงินทุกวัน ลูกที่สามจากซ้ายยังฝืดเหมือนเดิม
-----
เย็นวันนั้น ลู่หมิงกลับมาจากสำนักผาหินเทา
เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที ซึ่งไม่เหมือนเขาเลย เขานั่งลงที่โต๊ะ สั่งเหล้าขาวหนึ่งไห แล้วรินใส่ถ้วยสองใบ ยื่นใบหนึ่งให้จิ้งเหอ
"ข้าจะอยู่ที่นั่น" เขาพูด
จิ้งเหอรับถ้วยมา
"ที่นั่นไม่มีภูเขาใหญ่ ไม่มีตำหนักสูง ๆ" ลู่หมิงพูดต่อ "มีแต่ลานหินกับบ้านไม้สามแถว และโรงเก็บเครื่องมือหลังใหญ่ ตอนที่ข้าไปถึง คนครึ่งหนึ่งไม่อยู่ ไปซ่อมเขื่อนที่หมู่บ้านทางตะวันออก ข้าได้คุยกับคนหนึ่ง อายุเท่าข้า เขาเข้าไปปีที่แล้ว ตอนนี้ใช้ปราณยกหินก้อนเท่าเกวียนได้ ส่วนหลิงเยว่ ข้าจะอยู่แถวหลังไปอีกสามปี ถ้าข้าได้เข้าไปด้วยซ้ำ
"พ่อข้าอาจจะไม่ชอบ เขาอยากให้ข้าเข้าหลิงเยว่ เพราะบอกคนในเมืองได้ว่าลูกเขาอยู่หลิงเยว่" เขาดื่มเหล้า "แต่พ่อข้าก็เป็นช่างก่อสร้าง เขาจะเข้าใจเมื่อได้เห็นเขื่อนที่พวกเขาสร้าง"
จิ้งเหอไม่ได้บอกว่าเขาคิดว่าลู่หมิงเลือกถูกหรือผิด เขาไม่รู้ และเขาคิดว่าลู่หมิงก็ไม่ได้ต้องการให้เขาบอก
"พรุ่งนี้เจ้าไปไหนหรือเปล่า" เขาถามแทน "ข้าต้องไปซื้อของตามรายการ ของบางอย่างข้าไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วคนขายก็คิดว่าข้าไม่รู้ ถ้าเจ้าไปด้วย เขาจะคิดว่าเรามีสองคน"
ลู่หมิงหัวเราะออกมา เป็นครั้งแรกในเย็นนั้น
-----
รายการของที่ศิษย์ใหม่ต้องเตรียมไปเองมีสิบกว่าข้อ ส่วนใหญ่เป็นของธรรมดา เสื้อผ้าหนาสำหรับฤดูหนาว เพราะหุบเขาหลิงเยว่อยู่สูงกว่าชิงจิ้น รองเท้าสองคู่ ผ้าห่มผืนหนึ่ง ชามและตะเกียบ ของเหล่านี้หาซื้อได้ทุกที่ และราคาในชิงจิ้นก็ไม่ได้ต่างจากหานเฉียวมากนัก
มีของอยู่สามอย่างที่เขาไม่เคยรู้จัก
อย่างแรกเป็นเสื่อรองนั่งทำจากหญ้าชนิดหนึ่งที่ขึ้นในหนองน้ำทางเหนือ ร้านแรกที่เขาไปขายผืนละแปดสิบอีแปะ ร้านที่สองขายหกสิบ ร้านที่สามซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในตรอกขายสี่สิบห้า ลู่หมิงหยิบเสื่อผืนสี่สิบห้าอีแปะขึ้นมาดม แล้วบอกว่ามันกลิ่นเหมือนฟางเปียก ไม่ใช่กลิ่นหญ้าหนองน้ำ พ่อค้าเถียงอยู่พักหนึ่ง แล้วก็หยิบผืนอื่นมาจากหลังร้านให้ ผืนนั้นกลิ่นไม่เหมือนกัน ราคาห้าสิบห้า
จิ้งเหอซื้อผืนนั้น เขาไม่รู้ว่าลู่หมิงรู้จักกลิ่นหญ้าหนองน้ำได้อย่างไร เมื่อถามดู ลู่หมิงก็บอกว่าแม่ของเขาสานเสื่อขาย
อย่างที่สองเป็นถุงผ้าสำหรับเก็บหินปราณ ผ้าชนิดนี้ทอด้วยด้ายที่ผสมผงโลหะบางอย่าง เพื่อไม่ให้ปราณในหินรั่วไหลออกมา ของชิ้นนี้ไม่มีใครต่อราคาได้ เพราะทุกร้านขายราคาเดียวกัน สามสิบอีแปะ ต่อมาเขาจึงรู้ว่าถุงชนิดนี้ต้องซื้อผ่านร้านที่สำนักรับรองเท่านั้น ร้านเหล่านั้นมีป้ายไม้ของหลิงเยว่แขวนไว้ที่หน้าร้าน และมีอยู่เพียงเจ็ดร้านทั่วชิงจิ้น
อย่างที่สามไม่ได้อยู่ในรายการ แต่คนขายถุงผ้าบอกว่าศิษย์ใหม่ทุกคนซื้อ เป็นยาเม็ดสีน้ำตาลบรรจุอยู่ในขวดกระเบื้องใบเล็ก บอกว่าช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับปราณได้เร็วขึ้น ขวดละหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ
จิ้งเหอถือขวดนั้นไว้ในมือ แล้วนึกถึงคำพูดของผู้ตรวจฟู่ ในปีแรก เจ้าจะเห็นคนใช้เงินเยอะมากกับเรื่องที่ไม่ได้ช่วยอะไร
เขาวางขวดลง
คนขายยิ้ม แล้วก็หันไปหาลูกค้าคนถัดไป ซึ่งเป็นศิษย์ใหม่คนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้าร้าน ศิษย์คนนั้นซื้อไปสองขวด
ที่ร้านถัดไป พวกเขาพบเฉินอวี๋ นางกำลังต่อราคาผ้าห่มกับพ่อค้าหญิงคนหนึ่งด้วยท่าทีที่จิ้งเหอไม่เคยเห็นมาก่อน นางเสียงดัง ท่าทางคล่องแคล่ว และใช้คำพูดที่คนขายของในตลาดหานเฉียวใช้กัน เมื่อนางต่อราคาได้ลดลงสิบอีแปะ นางก็หันมาเห็นพวกเขาสองคน
"บ้านข้าขายผักอยู่ในตลาดเมืองไป๋สุ่ย" นางพูดขึ้นเหมือนกำลังตอบคำถามที่ยังไม่มีใครถาม "ข้าต้องต่อราคามาตั้งแต่อายุหกขวบ ปีที่แล้วข้าใช้เงินหมดไปกับของที่ไม่ได้ใช้ เพราะคิดว่าจะผ่าน พอไม่ผ่านก็ต้องขายของพวกนั้นต่อ ขาดทุนไปครึ่งหนึ่ง ปีนี้ข้ารอดูผลก่อนแล้วค่อยซื้อ"
นางไม่ได้เล่าต่อว่าปีที่ผ่านมานางทำอะไรบ้าง แต่มือของนางมีรอยด้านใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่รอยจากการขายผัก จิ้งเหอสังเกตเห็นแต่ไม่ได้ถาม
-----
อีกสองวันต่อมา จิ้งเหอไปหาโจวเหิงที่ลานเกวียนฝั่งตะวันออก
ลานนั้นเสียงดังกว่าที่เขาจำได้ เกวียนของโจวเหิงห้าคันจอดเรียงกันอยู่ที่มุมหนึ่ง สามคันบรรทุกของเต็มแล้ว อีกสองคันยังว่าง ชิวกังนั่งอยู่บนล้อเกวียนคันหนึ่ง กำลังใช้ผ้าเช็ดดาบที่ไม่เคยได้ใช้ระหว่างทาง โจวเหิงยืนเถียงอยู่กับพ่อค้าคนหนึ่งเรื่องน้ำหนักของสินค้าที่จะขนกลับ
"เห้อจื่อหมิงให้ฝากมาบอกเจ้า" ชิวกังพูดขึ้นเมื่อเห็นจิ้งเหอเดินเข้ามา เขาไม่ได้เงยหน้าจากดาบ "ครอบครัวเขาไปก่อนแล้วเมื่อสองวันก่อน ขึ้นเหนือไปอีกเมือง เขาบอกว่าถ้าเจ้าผ่าน ให้เขียนจดหมายไปที่ร้านผ้าไหมเห้อในเมืองซุ่ยโจว ถ้าไม่ผ่านก็ไม่ต้องเขียน เขาคงรู้อยู่แล้ว"
จิ้งเหอบอกว่าเขาผ่าน
ชิวกังพยักหน้า ไม่ได้พูดแสดงความยินดี แต่หยุดเช็ดดาบ แล้วเล่าให้ฟังว่า สมัยที่เขายังเป็นทหารอยู่ที่ด่านตะวันตก ในกองของเขามีคนหนึ่งเคยสอบเข้าสำนักแห่งหนึ่งได้ แต่ออกมาในปีที่สอง เพราะส่งเงินกลับบ้านไม่ได้ และทนเห็นน้องสาวต้องไปทำงานในร้านเหล้าไม่ได้ คนคนนั้นยังเป็นทหารอยู่จนทุกวันนี้ เป็นคนที่ยิงธนูได้แม่นที่สุดที่ชิวกังเคยเห็น
"เขาไม่เคยพูดว่าเสียดาย" ชิวกังพูด "แต่ทุกปีตอนหน้าตรวจ เขาจะลางานมาชิงจิ้นหนึ่งวัน ยืนดูหน้าประตูเหนือ แล้วก็กลับไป"
เขาเช็ดดาบต่อ
จิ้งเหอไม่รู้ว่าชิวกังเล่าเรื่องนี้เพื่ออะไร หรือบางทีเขาอาจไม่ได้เล่าเพื่ออะไรเลย เป็นเพียงเรื่องที่ผุดขึ้นมาในหัว
โจวเหิงเถียงเสร็จแล้วเดินกลับมา เขาได้ยินข่าวแล้วจากเหอต้าหยวน เขาตบไหล่จิ้งเหอสองครั้ง แล้วบอกว่าเกวียนสองคันที่ยังว่างอยู่ ถ้าจิ้งเหอรู้จักใครที่ต้องการส่งของไปทางหานเฉียว ให้บอกเขาด้วย เขาลดราคาให้หนึ่งส่วนสิบ
จิ้งเหอนึกถึงร้านช่างทำอุปกรณ์ในตลาดตะวันตกที่ซื้อเหล็กดีจากทางใต้ เขาไม่ได้พูดอะไรเรื่องนั้น เพราะเขารู้ว่านั่นเป็นเรื่องที่อวี้หนิงต้องตัดสินใจเอง แต่เขาจดชื่อร้านกับที่ตั้งให้โจวเหิงไว้ บอกว่าร้านนั้นอาจมีของที่ต้องการส่งไปทางใต้ ส่วนที่เหลือ ให้โจวเหิงคุยกับร้านเอง
-----
เช้าวันถัดมา ลู่หมิงออกเดินทาง
เกวียนของสำนักผาหินเทาไม่ใช่รถศิลา เป็นเกวียนไม้ธรรมดาเทียมวัวสองตัว บนเกวียนมีคนอยู่แล้วสี่คน ทุกคนดูเหมือนคนที่ได้ดินสามหรือดินสี่มาจากชามน้ำใบแรก สายตาของพวกเขาไม่ได้มองไปทางประตูเหนือ
ลู่หมิงยื่นห่อผ้าให้จิ้งเหอห่อหนึ่ง ในห่อมีเสื่อหญ้าหนองน้ำอีกผืน
"ของแม่ข้าสาน" เขาพูด "ข้าเอามาจากบ้าน ตั้งใจจะใช้ที่หลิงเยว่ ตอนนี้ข้าไม่ต้องใช้แล้ว ที่ผาหินเทา เขาให้นั่งบนหินจริง ๆ ข้าถามแล้ว ผืนที่เจ้าซื้อมาเก็บไว้เป็นผืนสำรอง ผืนนี้ดีกว่า"
จิ้งเหอรับห่อผ้ามา เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลู่หมิงหันหลังขึ้นเกวียนไปแล้ว คนขับเกวียนตวัดแส้ วัวสองตัวเริ่มออกเดิน
เมื่อเกวียนแล่นไปได้ราวยี่สิบก้าว ลู่หมิงก็หันกลับมาตะโกน
"อย่าลืมเขียนจดหมาย สำนักผาหินเทา ด้านใต้ของชิงจิ้น หนึ่งวันด้วยเกวียน คนส่งจดหมายรู้จักทุกคน"
จิ้งเหอยกมือขึ้น เขายืนอยู่ตรงนั้นจนเกวียนเลี้ยวลับตรงหัวมุมถนน แล้วจึงเดินกลับไปที่โรงเตี๊ยม ป้าเชียงถามว่าห้องข้าง ๆ ว่างแล้วใช่หรือไม่ เพราะมีแขกมารอเช่าอยู่
คืนนั้นห้องข้าง ๆ มีคนใหม่เข้ามาพัก คนใหม่ไม่กรน แต่เขาเดินไปมาในห้องจนดึก