นิยายเรื่องใหม่

ตอนที่ 12

ลมหายใจที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง

ยามเหม่าในหุบเขาหลิงเยว่ยังมืดกว่าที่หานเฉียว

ดวงอาทิตย์ต้องข้ามสันเขาทางตะวันออกก่อนจึงจะลงมาถึงก้นหุบ ศิษย์ใหม่สามสิบเจ็ดคนของกลุ่มแสงจึงยืนรออยู่บนลานศิลาของเรือนรากฐานท่ามกลางแสงสีเทาที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเป็นเช้า น้ำค้างเกาะอยู่บนขอบกระเบื้องหลังคา บางคนหาวจนน้ำตาไหล บางคนมาถึงก่อนเวลาครึ่งชั่วยาม และยังยืนตรงอยู่อย่างนั้นจนขาเริ่มสั่น

ลานศิลาไม่ได้กว้างอย่างที่ชื่อชวนให้คิด มันเป็นลานหินแบนยกพื้นขึ้นจากทางเดินราวเข่า ปูด้วยแผ่นหินสีขาวหม่นเรียงเป็นตาราง แต่ละแผ่นกว้างพอให้คนหนึ่งคนนั่งขัดสมาธิ บางแผ่นเกลี้ยงเกลา บางแผ่นมีรอยสึกเป็นแอ่งตื้น ๆ สองแอ่ง ตรงที่เข่าของคนนับพันเคยวางลงไป

เจียงเหวินมาตรงเวลาพอดี ไม่ก่อนไม่หลัง

เขาเป็นชายรูปร่างผอมสูง อายุดูไม่ออก หน้าตาเหมือนคนราวสี่สิบ แต่มือเหมือนคนแก่กว่านั้นมาก ชุดของเขาเป็นสีเทาอมฟ้าแบบเดียวกับเจ้าหน้าที่ มีเพียงแถบสีขาวที่ปกเสื้อบอกว่าเป็นผู้สอน เขาถือถ้วยชาใบหนึ่งมาด้วย และตลอดชั่วยามแรก เขาไม่ได้ดื่มมันเลย

“นั่งตรงไหนก็ได้ ห่างกันอย่างน้อยหนึ่งแผ่น” เขาว่า “ใครที่เคยฝึกมาก่อนจากบ้าน ไม่ว่าจากตำราหรือจากใคร ให้ลืมไว้ก่อนเจ็ดวัน หลังจากนั้นอยากจำก็จำใหม่ได้”

มีคนสามสี่คนสบตากัน ไม่มีใครถามว่าทำไม

จิ้งเหอเลือกแผ่นหินแถวที่สาม ค่อนไปทางขวา แผ่นนั้นมีแอ่งสึกลึกกว่าแผ่นข้าง ๆ เล็กน้อย เขาคุกเข่าลงก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นขัดสมาธิ หินเย็นจนความเย็นซึมผ่านผ้ากางเกงขึ้นมาถึงกระดูก

...

เจียงเหวินไม่ได้เริ่มด้วยการอธิบายว่าปราณคืออะไร

เขาเริ่มด้วยการให้ทุกคนหายใจ

หายใจเข้านับสี่ กลั้นนับสอง ออกนับหก ทำอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ต้องนับ เขาเดินผ่านระหว่างแถวช้า ๆ บางครั้งหยุดตรงหน้าใครสักคน ใช้ปลายนิ้วแตะไหล่ ไม่พูดอะไร คนที่ถูกแตะไหล่มักจะรู้ตัวว่ากำลังยกไหล่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว แล้วปล่อยมันลง

เวลาผ่านไปนานพอที่แสงเช้าจะลงมาถึงขอบลานด้านตะวันตก เจียงเหวินจึงพูดอีกครั้ง เสียงเขาไม่ดัง แต่ลานศิลาสะท้อนเสียงได้ดีกว่าที่ดู

ปราณอยู่ในทุกสิ่ง ในลมที่พวกเจ้าหายใจ ในหินที่พวกเจ้านั่ง ในแสงที่กำลังจะลงมาถึง คนธรรมดาก็หายใจเอาปราณเข้าไปทุกวัน แต่มันไม่ได้อยู่ มันเข้ามากับลมและออกไปกับลม เหมือนน้ำที่ไหลผ่านตะแกรง ที่ชิงจิ้นหรือที่จุดตรวจไหนก็ตาม ผู้ตรวจส่งปราณของตัวเองเข้าไปในร่างพวกเจ้า ปราณนั้นมีเจ้าของ มีคนประคอง มันจึงเดินไปตามเส้นได้ วันนี้ไม่มีใครประคอง

“พวกเจ้าต้องเรียนสามอย่าง” เขาว่า “รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ชวนมันเข้ามา แล้วไม่ปล่อยให้มันออกไป อย่างแรกพวกเจ้าส่วนใหญ่ทำได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้มานั่งตรงนี้ อย่างที่สองใช้เวลาไม่กี่วัน อย่างที่สามบางคนใช้ครึ่งปี”

ครึ่งปี จิ้งเหอได้ยินคำนั้นชัดเจนกว่าคำอื่น

เจียงเหวินสอนวิธีชวนด้วยการให้ทุกคนหาที่ที่ร่างกายรับแสงก่อน ไม่ใช่แสงที่ตาเห็น แต่ปราณแสงที่ปนมากับอากาศยามเช้า สำหรับคนธาตุแสงส่วนใหญ่ ที่นั้นอยู่ตรงหน้าผาก กลางอก หรือฝ่ามือ พอพบแล้ว ให้หายใจเข้าช้า ๆ ผ่านที่นั้น เหมือนหายใจผ่านรูเล็ก ๆ บนผิว แล้วนำสิ่งที่เข้ามาลงไปตามแนวกลางลำตัว ลงไปจนถึงใต้สะดือราวสามนิ้ว ที่ผู้บำเพ็ญเรียกว่าแอ่งปราณ

เขาไม่ได้บอกว่าแอ่งปราณหน้าตาเป็นอย่างไร เขาบอกเพียงว่า เมื่อไปถึงแล้วจะรู้เอง

...

สำหรับจิ้งเหอ ส่วนแรกง่ายจนน่าตกใจ

เขาไม่ต้องหา มันหาเขา ตั้งแต่แสงเช้าแตะขอบลาน เขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างบาง ๆ ที่ลอยมากับอากาศ อุ่นกว่าอากาศเล็กน้อย เบากว่าอากาศเล็กน้อย เหมือนฝุ่นละอองที่ไม่มีน้ำหนัก ความรู้สึกนั้นเกาะอยู่ทั่วผิวหนังเขา ไม่ได้อยู่ที่หน้าผากหรือฝ่ามือ มันอยู่ทุกที่

นั่นคือปัญหาแรก

เจียงเหวินบอกให้หายใจผ่านที่เดียว แต่ร่างเขาไม่มีที่เดียว เขาลองเลือกฝ่ามือ เพราะเป็นที่ที่ความรู้สึกชัดที่สุด หายใจเข้า นึกภาพลมผ่านรูเล็กบนฝ่ามือ แล้วรู้สึกได้ว่าปราณบาง ๆ นั้นเข้ามาจริง แต่มันเข้ามาพร้อมกันทุกที่ ผ่านฝ่ามือ ผ่านต้นคอ ผ่านแผ่นหลัง ผ่านหน้าแข้ง เหมือนตะแกรงที่มีรูเป็นหมื่น แล้วเขาพยายามรวบมันไว้ด้วยมือสองข้าง

ปราณที่เข้ามากระจายตัวอยู่ใต้ผิวหนัง ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ลงไปที่ใดเลย พอหายใจออก มันก็ออกไปพร้อมกัน

เขาลองอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจแรงขึ้น นึกภาพเส้นทางลงไปถึงใต้สะดือให้ชัด ปราณเข้ามามากขึ้นเล็กน้อย และร้อนขึ้นเล็กน้อย ผิวหนังตามแขนเขาเริ่มคันเหมือนมดไต่ เขาฝืนต่อ จนกระทั่งความคันกลายเป็นความแสบ แล้วต้องหยุด

พอลืมตา เขาพบว่าตัวเองเหงื่อออกทั้งที่อากาศยังเย็น

ถัดไปสองแผ่นทางซ้าย เด็กหญิงอายุไม่เกินสิบหกคนหนึ่งนั่งตัวตรงอยู่ หลับตา มือวางคว่ำบนเข่า หายใจช้าอย่างสม่ำเสมอ จิ้งเหอมองไม่เห็นปราณ แต่รู้สึกได้ ใกล้ตัวนางมีกระแสเล็ก ๆ ที่เคลื่อนเข้าหาหน้าผากนางเป็นจังหวะเดียวกับลมหายใจ ช้า บาง แต่เป็นเส้นเดียว

นางไม่ได้รับปราณมากเท่าเขา ไม่ใกล้เคียง แต่ทุกอย่างที่นางรับไหลไปทางเดียวกัน

...

ช่วงสายเจียงเหวินให้พัก คนครัวของเรือนรากฐานยกถังน้ำอุ่นกับหมั่นโถวมาวางที่ขอบลาน ศิษย์ใหม่ลุกขึ้นยืดขา บ่นเรื่องขาชา เรื่องหลังปวด บางคนเล่าว่ารู้สึกอุ่นที่กลางอก บางคนบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากหิว

เด็กหญิงคนนั้นชื่อเผยอิ้ง มาจากเมืองบนที่ราบสูงทางตะวันตก จิ้งเหอรู้เพราะนางถูกเจียงเหวินเรียกชื่อตอนก่อนพัก ให้ลองนำปราณลงไปถึงอกก่อนแทนที่จะลงไปถึงแอ่งปราณเลย นางทำได้ในลมหายใจที่ห้า

จิ้งเหอถือหมั่นโถวไว้ในมือโดยไม่ได้กิน คิดเรื่องตะแกรง

ถ้าร่างเขาเป็นตะแกรงที่มีรูมากกว่าคนอื่น การพยายามรวบทุกรูเข้าหากันเป็นเรื่องโง่ เท่ากับพยายามกำน้ำให้อยู่ในมือด้วยการกำแรงขึ้น เขาต้องทำให้รูส่วนใหญ่ไม่รับ หรือไม่ก็ยอมให้ทุกรูรับ แล้วหาทางให้สิ่งที่ผ่านเข้ามาทั้งหมดไหลลงไปทางเดียวกัน

อย่างแรกฟังดูเหมือนสิ่งที่เจียงเหวินสอน อย่างที่สองฟังดูเหมือนสิ่งที่เขาอยากลอง

เขากินหมั่นโถวหมดสองคำ ก่อนที่เจียงเหวินจะเรียกทุกคนกลับเข้าที่

...

รอบบ่ายเขาลองอย่างที่สอง และมันผิดทั้งหมด

เขาปล่อยให้ปราณเข้ามาทุกทาง แล้วพยายามดันทั้งหมดไปทางกลางลำตัว เหมือนต้อนฝูงเป็ดเข้าคอก ครั้งแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งที่สองปราณรวมตัวกันได้บ้างที่อก แล้วก็แตกออกไปเมื่อเขาหายใจออก ครั้งที่สาม เขาดันแรงเกินไป ปราณที่รวมอยู่ที่อกไม่ได้ลงไปข้างล่าง แต่พุ่งขึ้นข้างบน ขึ้นไปที่ลำคอ ขึ้นไปที่หลังดวงตา

โลกทั้งโลกกลายเป็นสีขาวเพียงชั่วลมหายใจหนึ่ง

ไม่ใช่สีขาวที่สว่างเจิดจ้า แต่เป็นสีขาวเหมือนตอนลืมตากลางแดดหลังจากหลับตามานาน ทุกอย่างเลือนหายไปในนั้น เสียงรอบตัวเงียบลง แล้วค่อย ๆ กลับมา พร้อมกับความปวดตื้อที่ขมับทั้งสองข้าง

พอมองเห็นอีกครั้ง เจียงเหวินยืนอยู่ตรงหน้าเขา ถ้วยชาในมือยังเต็ม

“ขึ้นไปที่ตา” ผู้สอนว่า ไม่ได้เป็นคำถาม

“ขอรับ”

“ดันหรือว่าชวน”

จิ้งเหอคิดจะตอบว่าชวน แล้วนึกได้ว่ามันไม่จริง “ดันขอรับ”

เจียงเหวินย่อตัวลงนั่งยองตรงหน้าเขา ซึ่งจิ้งเหอไม่คิดว่าชายผู้นี้จะทำ เพราะตลอดเช้าเขาไม่ได้ย่อตัวลงหาใครเลย

“คนธาตุแสงที่ไวมาก ๆ มีปีละสองสามคน” เจียงเหวินว่า เสียงเบาลงจนคนข้าง ๆ ไม่ได้ยิน “พวกเขาพลาดแบบเดียวกันทุกคน เพราะรับได้มาก เลยคิดว่าต้องจัดการกับมันทั้งหมด ปราณแสงเบา มันชอบขึ้นมากกว่าลง ถ้าเจ้าดันมันแรง มันจะหนีขึ้นไปทางที่เบาที่สุด ซึ่งคือตา ทำอย่างนี้ต่อไปอีกสิบครั้งเจ้าจะตาพร่าไปสามวัน ทำอีกร้อยครั้ง บางทีเจ้าอาจไม่ได้เห็นสีเขียวชัดอีกเลย”

เขาไม่ได้พูดให้กลัว น้ำเสียงเหมือนคนบอกว่าถ้าเอามือไปจับหม้อที่ร้อน มือจะพอง

“เจ้าไม่ต้องใช้ทุกอย่างที่เข้ามา ปล่อยส่วนใหญ่ไป เลือกทางเดียว เล็ก ๆ ทางเดียว ปราณที่เจ้าไม่ได้เลือกจะออกไปกับลมหายใจเอง ไม่มีใครขาดทุน”

แล้วเขาก็ลุกขึ้น เดินต่อไปหาคนอื่น

จิ้งเหอนั่งอยู่ตรงนั้น รู้สึกอายอยู่ลึก ๆ ไม่ใช่เพราะถูกเตือน แต่เพราะสิ่งที่เจียงเหวินพูดเป็นสิ่งที่เขาคิดได้ตั้งแต่ตอนกินหมั่นโถว และเลือกที่จะไม่เชื่อ เพราะวิธีที่สองน่าสนใจกว่า

...

เรื่องที่ยากที่สุดในการปล่อยให้ปราณส่วนใหญ่ผ่านไป คือการไม่สนใจมัน

ร่างเขารู้สึกถึงมันทุกที่ ไม่รู้สึกก็ไม่ได้ ทั้งเช้าที่เหลือของวันแรก และทั้งวันที่สอง เขานั่งอยู่บนแผ่นหินแผ่นเดิม พยายามทำให้ใจอยู่ที่ฝ่ามือซ้ายที่เดียว ขณะที่ผิวหนังทั้งตัวร้องบอกว่ามีปราณแสงลอยมาแตะอยู่ มันเหมือนพยายามฟังคนคนเดียวพูดในตลาดที่มีคนตะโกนอยู่ร้อยคน

วันที่สองเขาทำได้ครั้งหนึ่ง ปราณเส้นบางที่สุดเท่าที่เขาจะนึกได้ เข้าทางฝ่ามือซ้าย ผ่านข้อมือ ผ่านข้อศอก ช้าจนเขาแทบรู้สึกได้ว่ามันเลี้ยวตามข้อต่อ ถึงไหล่ แล้วหายไป ไม่ได้หนีออก มันแค่จางไปเฉย ๆ เหมือนเส้นด้ายที่ถูกดึงจนขาด

วันที่สามเขาไม่ได้เรียนแสงตอนบ่าย เพราะมีเรียนอสนี

...

ห้องหินหลังเรือนรากฐานเป็นห้องเตี้ยที่เจาะเข้าไปในไหล่เขา ผนังเป็นหินทั้งสี่ด้าน พื้นเป็นหินสีดำด้าน มีรางทองแดงฝังอยู่ในพื้นเป็นแนวตรงจากกลางห้องไปถึงผนังด้านหลัง ซึ่งหายเข้าไปในรูที่เจาะลงดิน อากาศข้างในแห้งกว่าข้างนอก และมีกลิ่นบางอย่างที่เหมือนกลิ่นหลังฝนฟ้าคะนอง

ศิษย์กลุ่มอสนีหกคนนั่งห่างกันเป็นวงกลม จิ้งเหอเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มีอสนีเป็นธาตุหลัก อีกสองคนมีอสนีกับธาตุอื่นเหมือนเขา อีกสามคนเป็นอสนีธาตุเดียว

ถังเหยียนเป็นหญิงอายุราวสามสิบ ตัวเล็ก ผมรวบไว้แน่น ตรงหลังมือซ้ายมีรอยแผลเป็นรูปกิ่งไม้แตกแขนงลามขึ้นไปถึงข้อศอก นางไม่ได้บอกว่ามันมาจากไหน และไม่มีใครถาม

นางพูดน้อยกว่าเจียงเหวิน และตรงกว่า

“ปราณอสนีไม่ชอบอยู่นิ่ง พวกเจ้ารู้สึกได้แล้วตอนตรวจ มันกระโดด มันกระตุก มันไม่ไหล ถ้าพวกเจ้าพยายามนำมันเหมือนนำน้ำ มันจะวิ่งไปหาทางลงดินที่ใกล้ที่สุด ในร่างคน ทางลงดินที่ใกล้ที่สุดคือกล้ามเนื้อ” นางชี้ไปที่รางทองแดงบนพื้น “ห้องนี้มีรางไว้ให้มันลงดิน ใครทำพลาด มันจะออกทางนั้นแทนที่จะออกทางหัวใจพวกเจ้า ไม่ต้องขอบคุณข้า ขอบคุณคนที่ขุดห้องนี้เมื่อสี่ร้อยปีก่อน”

ไม่มีใครหัวเราะ และเผยอิ้งก็ดูไม่ได้คาดหวังให้ใครหัวเราะอยู่แล้ว

จิ้งเหอลองอย่างที่เรียนจากเจียงเหวิน เลือกทางเล็ก ๆ ทางเดียว หายใจช้า ชวนไม่ดัน

ปราณอสนีในห้องนั้นเข้มข้นกว่าปราณแสงบนลานศิลาหลายเท่า เขารู้สึกได้ว่ามันเต้นอยู่ในอากาศเป็นจุดเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน และร่างเขาไม่ได้ต้อนรับมันทุกทางเหมือนแสง มันรับน้อยกว่า ช้ากว่า เขาต้องตั้งใจหาจุดรับเอง ซึ่งพบที่ปลายนิ้ว

เขาชวนเส้นปราณบาง ๆ เข้ามาทางปลายนิ้วชี้ซ้าย

มันเข้ามาไม่ถึงข้อนิ้วแรก ก่อนที่นิ้วชี้ทั้งนิ้วจะกระตุกงอเข้าหาฝ่ามือเอง

ครั้งที่สองมันไปถึงข้อมือ แล้วกระโดด ไม่ได้เลี้ยวตามแขนอย่างปราณแสง มันกระโดดข้ามไปที่กล้ามเนื้อต้นแขนตรงเดียว แขนทั้งแขนกระตุกจนเขาต้องใช้มือขวาจับไว้

ครั้งที่สาม เขาคิดว่าเข้าใจแล้ว ถ้ามันชอบกระโดด ก็ให้มันกระโดดไปทีละช่วง ไม่ต้องพยายามให้มันไหลต่อเนื่อง เขาเตรียมใจไว้ตามจุด ข้อมือ ข้อศอก ไหล่ เหมือนตั้งหินให้กบกระโดดข้ามลำธาร ปราณเข้ามาทางปลายนิ้ว กระโดดไปข้อมือ กระโดดไปข้อศอก เขาดีใจเร็วเกินไปหนึ่งจังหวะ ใจเผลอหลุดจากไหล่ และปราณที่ควรลงไหล่ก็กระโดดไปที่ที่ไม่มีใครเตรียมไว้

ขาซ้ายของเขาเตะออกไปเอง แรงพอให้รองเท้าหลุดกระเด็นไปกระทบผนัง

ศิษย์ธาตุอสนีเดี่ยวคนหนึ่งที่นั่งตรงข้ามหลุดขำออกมา แล้วรีบปิดปาก ถังเหยียนไม่ได้หันไปมองเสียงนั้น นางมองรองเท้า แล้วมองจิ้งเหอ

“กระโดดเป็นช่วง” นางว่า “ความคิดไม่แย่ ใจเจ้าไม่พอ เจ้าคิดเรื่องอื่นอยู่ครึ่งหนึ่ง”

นางพูดถูก ครึ่งหนึ่งของใจเขาอยู่ที่คำถามว่าทำไมปราณแสงไหลแต่ปราณอสนีกระโดด และจะเป็นอย่างไรถ้ามีทั้งสองอย่างอยู่ในร่างเดียวกัน

ศิษย์อสนีเดี่ยวคนที่หลุดขำชื่อหลินเสียวชวน ก่อนจบชั่วยามนั้น เขาพาปราณเส้นบางกระโดดจากปลายนิ้วไปถึงไหล่ได้สองครั้ง โดยไม่มีอะไรกระตุกเลย จิ้งเหอทำไม่ได้สักครั้ง

...

คืนวันที่สาม นิ้วชี้ซ้ายเขายังชาอยู่ เขาใช้มันดีดลูกคิดของอวี้หนิงไม่ได้ ต้องใช้นิ้วกลางแทน

มู่เฉิงนั่งบนเตียงฝั่งตรงข้าม ถอนขนหญ้าน้ำค้างเงินที่ตายแล้วออกจากกระถาง เขาเรียนกลุ่มดินมาสามวัน วันนี้นำปราณลงไปถึงท้องได้แล้ว แต่ยังไม่ถึงแอ่งปราณ ผู้สอนกลุ่มดินบอกว่าคนธาตุดินส่วนใหญ่นำลงได้ง่าย เพราะปราณดินหนักและชอบลง แต่ยากที่จะทำให้มันไปเร็ว เขาเล่าเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงเหมือนเล่าว่าวัวที่บ้านดื้อ

“ของเจ้าชอบขึ้น ของข้าชอบลง” มู่เฉิงว่า “แลกกันสักครึ่งก็ดี”

ตู้เหวินซานพูดเรื่องกลุ่มไฟที่มีคนทำผมตัวเองไหม้ไปสองคน เกาอี้ไม่ได้พูดอะไร เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหลังกลับจากงานขนหิน หายใจเป็นจังหวะเดียวกันมาได้เกือบชั่วยามโดยไม่ขยับ

จิ้งเหอนอนลง แล้วเริ่มคิดว่าตัวเองรีบเกินไป

ไม่ใช่ความคิดที่สบายใจ เขาเป็นคนที่ถูกชมตั้งแต่เด็กว่าเรียนเร็ว ที่ชิงจิ้น ผู้ตรวจบอกว่าเขาปรับวิธีรับปราณได้เร็วผิดปกติ เขาจำคำนั้นได้ และในสามวันนี้เขาใช้มันเป็นข้ออ้างให้ลองสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาลอง ทั้งการดันปราณแสงแทนการชวน ทั้งการคิดเรื่องอสนีกับแสงในร่างเดียวกันขณะที่ยังพาปราณอสนีไปไม่ถึงไหล่

ปรับได้เร็ว แต่เขาไม่ได้ปรับ เขากระโดดข้าม

...

วันที่สี่ เขานั่งบนแผ่นหินแผ่นเดิมก่อนที่แสงเช้าจะลงมาถึงลาน

ทำตามที่เจียงเหวินสั่งตั้งแต่วันแรก หายใจเข้าสี่ กลั้นสอง ออกหก ไม่นับจนไม่ต้องนับ ปล่อยให้ผิวหนังรับรู้ปราณแสงทุกที่ แล้วไม่สนใจมัน ไม่ใช่ด้วยการฝืนไม่สนใจ แต่ด้วยการสนใจเรื่องอื่นมากกว่า เรื่องเดียว ฝ่ามือซ้าย

ครั้งนี้เขาทำอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในคำสอน เขาไม่ได้นึกภาพเส้นทางยาวลงไปถึงแอ่งปราณ เขานึกแค่ข้อต่อถัดไป ฝ่ามือถึงข้อมือ ข้อมือถึงข้อศอก เหมือนตอนเรียนลูกคิดครั้งแรก ที่อวี้หนิงบอกให้ดูแค่แถวที่กำลังดีด ไม่ต้องดูผลรวม

ปราณเส้นบางเข้ามาทางฝ่ามือ ถึงข้อมือ ถึงข้อศอก ถึงไหล่ เลี้ยวลงที่กลางอก

ตรงนั้นเขารู้สึกว่ามันเริ่มจะลอยขึ้น ความเบาของมันดึงขึ้นไปทางลำคอ เขาไม่ได้ดันมันลง เขาหายใจออกยาวกว่าเดิม นับแปดแทนนับหก และรู้สึกว่าเมื่อลมหายใจลง ปราณก็ลงตาม เหมือนใบไม้บนผิวน้ำที่ลอยตามน้ำลง

ใต้สะดือราวสามนิ้ว

เจียงเหวินพูดถูก เมื่อไปถึงก็รู้เอง มันไม่ใช่ห้อง ไม่ใช่บ่อ ไม่ใช่อะไรที่มีรูปร่าง มันเป็นที่ที่ความรู้สึกเปลี่ยน เหมือนเดินอยู่บนทางลาดแล้วเท้าก้าวลงบนพื้นเรียบ ปราณเส้นบางไหลลงไปถึงตรงนั้น แล้วหยุดไหล

มันอยู่

เขารู้สึกถึงมันเป็นจุดอุ่นเล็ก ๆ ขนาดไม่เกินเมล็ดงา ลอยอยู่ในที่ที่ไม่เคยมีอะไรอยู่ หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ สาม ตอนลมหายใจที่สี่ เขาเผลอดีใจ และจุดอุ่นนั้นก็สลายไป เหมือนละอองที่ถูกเป่า

แต่มันอยู่ได้สี่ลมหายใจ

ไม่ใช่ปราณที่ใครส่งเข้ามา ไม่ใช่ปราณที่มีคนประคอง เป็นปราณที่เขาชวนเข้ามาเอง นำเข้ามาเอง และอยู่ในตัวเขาด้วยตัวของมันเองเป็นเวลาสี่ลมหายใจ

เขาไม่ได้ลืมตา เขาเริ่มใหม่ตั้งแต่ฝ่ามือซ้าย

...

ก่อนเที่ยงวันนั้น เขาทำได้อีกสามครั้ง ครั้งหนึ่งอยู่ได้หกลมหายใจ อีกครั้งหนึ่งมันหนีขึ้นไปที่อกก่อนจะถึง ครั้งสุดท้ายเขาเหนื่อยเกินกว่าจะรู้ว่ามันอยู่ได้นานเท่าไร

ตอนพักเที่ยง เจียงเหวินเดินผ่านแผ่นหินของเขา หยุดลงเพียงชั่วเวลาที่คนจะหยุดเพื่อดูว่าชาในถ้วยเย็นหรือยัง แล้วเดินผ่านไป ไม่ได้พูดอะไร

บ่ายวันนั้น เผยอิ้งกักปราณไว้ได้ครบหนึ่งก้านธูป ผู้ช่วยสอนจดชื่อนางไว้บนกระดาน เป็นชื่อแรกในกลุ่มแสง

ชื่อจิ้งเหอยังไม่ได้อยู่บนกระดาน เขาไม่ได้คิดว่ามันควรอยู่ แต่เขาจำได้ว่าก้านธูปหนึ่งก้านยาวกว่าหกลมหายใจแค่ไหน และคืนนั้น เขาใช้นิ้วกลางดีดลูกคิดคำนวณมันจนเสร็จ ก่อนจะรู้ตัวว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรเร็วขึ้นเลย

ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป