นิยายเรื่องใหม่

ตอนที่ 11

ป้ายไม้กับเลขเรือน

เสียงล้อหินบดรางค่อย ๆ ต่ำลง จนในที่สุดสิ่งที่ดังกว่ามันคือเสียงคน

เสิ่นจิ้งเหอรู้ว่ารถศิลาหยุดแล้วก็ต่อเมื่อถุงผ้าบนตักไม่สั่นตามจังหวะรางอีก ผู้โดยสารรอบตัวลุกขึ้นพร้อมกันเกือบหมด บางคนลุกเร็วเกินจนศีรษะชนคานหลังคา บางคนยังนั่งนิ่ง กอดห่อของไว้ราวกับกลัวว่าถ้าขยับก่อน ทุกสิ่งที่เห็นเมื่อครู่จะหายไป

ประตูข้างรถเลื่อนเปิด ลมเย็นของหุบเขาพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นหินเปียก ควันเตา และกลิ่นหญ้าที่ถูกเหยียบมาทั้งเช้า

ลานรถศิลาของหลิงเยว่ไม่ใช่ลานที่สร้างไว้ต้อนรับใคร มันสร้างไว้ให้ของเคลื่อนผ่าน ทางรางสามสายมาบรรจบกันบนลานหินกว้าง รถศิลาอีกคันจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม คนงานหกเจ็ดคนกำลังขนลังไม้ลงจากท้ายรถ แต่ละลังมีตราประทับสีแดง อีกด้านหนึ่งมีกองกระสอบข้าววางสูงจนเกือบถึงชายคาโรงเก็บ ชายร่างใหญ่คนหนึ่งยืนบนกระสอบใบบนสุด ตะโกนนับเลขลงไปให้คนถือสมุดข้างล่างจด เขาไม่ได้หันมามองรถที่เพิ่งมาถึงเลยสักครั้ง

จิ้งเหอลงจากรถเป็นคนท้าย ๆ ไม่ใช่เพราะเกรงใจใคร แต่เพราะอยากเห็นก่อนว่าคนที่ลงไปก่อนจะไปทางไหน

ศิษย์ใหม่จากชิงจิ้นมีราวสามสิบคน รวมกับคนจากจุดรับอื่นที่ขึ้นรถระหว่างทางอีกสิบกว่า พอลงถึงพื้นก็ยืนเป็นกลุ่มหลวม ๆ อยู่กลางลาน ไม่มีใครรู้ว่าควรเดินไปทางไหน จนกระทั่งหญิงวัยกลางคนในชุดสีเทาอมฟ้าเดินออกมาจากโรงไม้ข้างราง มือหนึ่งถือแผ่นกระดาน อีกมือถือกระบอกพู่กัน

“ศิษย์ใหม่สายนอก ต่อแถวตรงเสาหินต้นที่สอง” นางพูดดังพอให้ได้ยินทั่ว แต่ไม่ได้ตะโกน “ใครมีของฝากส่งหอร้อยช่างหรือหอยา ไม่ต้องถือไปด้วย วางไว้ที่โต๊ะนี้ แล้วจำเลขที่ได้รับให้ดี ใครทำเลขหาย ข้าไม่ตามหาให้”

คนหนึ่งในกลุ่มถามว่าที่พักอยู่ไหน นางตอบโดยไม่เงยหน้าจากกระดาน “ถึงเวลาแล้วจะรู้”

แถวยาวกว่าที่คิด เพราะไม่ได้มีแค่รถจากชิงจิ้น รถอีกคันที่เข้ามาเมื่อเช้าก็ยังส่งคนไม่หมด ศิษย์ใหม่จากทางใต้พูดสำเนียงสั้นและเร็ว บางคนแต่งกายดีจนเห็นชัดว่าเดินทางมาพร้อมคนรับใช้ ซึ่งตอนนี้ถูกกันไว้นอกเชือกกั้น บางคนสวมรองเท้าฟางที่ขาดตรงส้นมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งเดือน

จิ้งเหอยืนอยู่ในแถวนานพอให้ดวงอาทิตย์เลื่อนจากขอบภูเขาขึ้นมาแตะหลังคาโรงเก็บ

ระหว่างนั้นเขาดูลาน ไม่ได้ดูเพราะคิดว่ามันงดงาม แต่เพราะทุกอย่างที่นี่มีจังหวะของมัน ชายที่นับกระสอบข้าวหยุดนับทุกยี่สิบใบเพื่อตรวจตราประทับหนึ่งครั้ง รถลากหกล้อที่วิ่งออกจากลานไปทางตะวันออกมีสัญลักษณ์ใบไม้สลักอยู่ที่ข้างรถ ส่วนรถที่ไปทางเหนือมีรูปค้อนกับคีม เด็กรับใช้วัยราวสิบสองวิ่งส่งกระบอกน้ำให้คนงานโดยไม่ต้องมีใครสั่ง เขาจำได้ทันทีว่าคนไหนดื่มน้ำชาเย็นและคนไหนดื่มน้ำเปล่า

สำนักใหญ่ที่ผู้คนในหานเฉียวเล่าลือ มักเป็นยอดเขาสูง ห้องโถงหยกและเซียนเหาะไปมา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาคือเมืองท่าแห่งหนึ่งที่บังเอิญตั้งอยู่ในหุบเขา และบังเอิญคนงานครึ่งหนึ่งยกกระสอบร้อยชั่งได้ด้วยมือเดียว

เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นเพิ่งดื่มน้ำชาหมดถ้วยที่สาม นางถามชื่อ ถามบ้านเกิด ถามผลตรวจ แล้วเทียบกับรายชื่อในกระดานโดยไม่ได้เงยหน้า

“เสิ่นจิ้งเหอ หานเฉียว ผ่านจุดชิงจิ้น” นางลากพู่กันขีดชื่อ “แสงกับอสนี”

นางหยุดตรงคำนั้นเพียงเท่าที่คนจะหยุดเมื่ออ่านเจอคำที่ไม่ได้เห็นบ่อย แล้วก็เขียนต่อ

“ไปรับป้ายที่โต๊ะสาม รับเสื้อที่โต๊ะสี่ ป้ายเรือนอยู่ในซองเดียวกับป้ายศิษย์ อย่าให้หาย เรือนรากฐานจะแจ้งตารางตอนเย็น ต่อไป”

แค่นั้น

โต๊ะสามมีกล่องไม้ใส่ป้ายศิษย์สายนอกเรียงไว้หลายร้อยแผ่น ป้ายทำจากไม้สีเข้ม ขนาดครึ่งฝ่ามือ ด้านหน้าสลักตราหลิงเยว่เป็นวงจันทร์เหนือแนวภูเขา ด้านหลังเว้นว่างไว้ ชายหนุ่มหลังโต๊ะหยดน้ำหมึกชนิดหนึ่งลงบนด้านหลัง ให้จิ้งเหอกดนิ้วลงไป น้ำหมึกเย็นกว่าที่คิดและซึมเข้าเนื้อไม้ในพริบตา เหลือเพียงลายเส้นบาง ๆ ที่ไม่เหมือนลายนิ้วมือเสียทีเดียว

“ป้ายนี้ใช้กินข้าว ใช้เข้าเรือน ใช้รับงาน ใช้จดแต้ม” ชายหนุ่มพูดเร็วเหมือนพูดประโยคนี้มาแล้วหลายร้อยครั้งตั้งแต่เช้า “หายแล้วทำใหม่ได้ เสียค่าทำห้าแต้ม ถ้าไม่มีแต้มก็ติดไว้ก่อน หักจากงานแรกที่ทำ”

จิ้งเหอถามว่าแต้มหนึ่งแลกอะไรได้บ้าง ชายหนุ่มมองเขาเหมือนเขาถามว่าข้าวหนึ่งถังหุงได้กี่ชาม

“แล้วแต่ของที่จะแลก”

โต๊ะสี่มีชุดศิษย์สายนอกสองชุด สีเทาอมฟ้าเหมือนของเจ้าหน้าที่แต่ผ้าหยาบกว่า รองเท้าหนึ่งคู่ ผ้าห่มหนึ่งผืน ชามกับตะเกียบหนึ่งชุด และถุงผ้าเล็กใบหนึ่งที่ผูกปากไว้แน่น หญิงชราหลังโต๊ะบอกว่าในถุงนั้นเป็นของใช้ประจำเดือนแรก ห้ามแกะก่อนเรือนรากฐานสั่ง

ตรงนั้นเองที่คนจากชิงจิ้นเริ่มแยกกัน

ไม่มีใครประกาศว่าการเดินทางด้วยกันจบแล้ว มันแค่จบ เด็กหญิงธาตุน้ำที่นั่งตรงข้ามเขาบนรถได้ซองสีฟ้า และถูกเรียกไปรวมกับกลุ่มหนึ่งทางฝั่งตะวันตก ชายหนุ่มร่างเตี้ยที่คุยทั้งทางเรื่องจะเข้าหอร้อยช่างได้ซองเดียวกับจิ้งเหอ แต่เลขเรือนคนละแถว เดินไปแล้วก็ไม่ได้หันกลับมา คนที่เคยแบ่งแผ่นแป้งกันกินบนรถบอกลากันด้วยการยกมือครั้งเดียว บางคนไม่ได้บอกเลย

ซองของจิ้งเหอเขียนว่า เรือนสนตะวันตก แถวเจ็ด ห้องสิบเอ็ด

เขาเดินตามป้ายบอกทางออกจากลานรถ ผ่านตลาดเล็กที่คนงานกำลังนั่งกินโจ๊กตอนสาย ผ่านคลองส่งน้ำที่ไหลเร็วผิดธรรมชาติ ผ่านกำแพงเตี้ยของสวนสมุนไพรที่มีศิษย์สามสี่คนคุกเข่าถอนหญ้าอยู่ข้างใน ใครคนหนึ่งในสวนกำลังเล่าเรื่องชายแดนเสียงดัง เพื่อนข้าง ๆ หัวเราะจนต้องวางจอบ

ทางไปเรือนสนตะวันตกเป็นทางขึ้นเขาปูหินแผ่นเล็ก เดินได้ครึ่งทางเขาก็รู้ว่าสายสะพายถุงผ้าที่แบกมาตั้งแต่หานเฉียวขาด

มันไม่ได้ขาดทีเดียว ด้ายที่ปลายหูถุงคลายมาตั้งแต่ชิงจิ้น และเขาก็รู้ แต่คิดว่าถึงที่พักค่อยเย็บ พอชุดศิษย์กับผ้าห่มถูกยัดเพิ่มเข้าไป ด้ายที่เหลืออยู่ก็ยอมแพ้ ถุงร่วงลงกับขั้นหิน ของข้างในไหลออกมาครึ่งหนึ่ง ชามไม้กลิ้งลงไปสามขั้น ตะเกียบกระจายไปคนละทาง

เขาไล่เก็บทีละชิ้น ก่อนอื่นคือของที่ไม่ควรหาย ห่อผ้าที่มารดาใส่ยาทาแผลไว้ จดหมายที่ยังไม่ได้เขียนตอบ และลูกคิดไม้ขนาดเล็กของอวี้หนิง ลูกคิดตกลงไปตรงร่องระหว่างหินสองแผ่น ลูกหนึ่งเลื่อนหลุดจากแกนไปครึ่งทาง เขาดันมันกลับเข้าที่ด้วยนิ้วโป้ง ลองดีดดูสองครั้งจนแน่ใจว่ามันยังเลื่อนได้ ถึงค่อยเก็บเข้าไปในเสื้อ

ส่วนซองป้ายเรือน เขาหาไม่เจอ

ป้ายศิษย์ยังอยู่ ผูกไว้กับเอวตั้งแต่โต๊ะสาม แต่ซองกระดาษที่เขียนเลขห้องหายไปกับลม หรือไม่ก็ตกลงไปในพุ่มไม้ข้างทาง เขาค้นอยู่นานพอจนศิษย์รุ่นพี่สองคนที่เดินลงเขามาหยุดดู คนหนึ่งถามว่าหาอะไร พอรู้ว่าเป็นซองเรือน ก็บอกว่าไม่ต้องหาแล้ว

“เลขห้องจำได้ก็พอ ผู้ดูแลเรือนมีรายชื่อ” เขาว่า “แต่ถ้าจำไม่ได้ ต้องกลับไปลานรถ”

จิ้งเหอจำได้ แถวเจ็ด ห้องสิบเอ็ด ซึ่งเขาพูดออกไปแล้วค่อยนึกได้ว่าตัวเองไม่ได้ตรวจเลยว่าจำถูก

ผู้ดูแลเรือนสนตะวันตกเป็นชายวัยห้าสิบเศษ ขาข้างหนึ่งเดินไม่ถนัด นั่งอยู่หน้าห้องเล็กที่ทางขึ้นเรือนพร้อมสมุดเล่มหนา ข้างตัวมีเตาดินกับกาน้ำ เขาฟังจิ้งเหอเล่าจบ เปิดสมุด ไล่นิ้วลงไปตามรายชื่อ แล้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

“แถวเจ็ด ห้องสิบเอ็ด มีเสิ่นจิ้งเหอจริง” เขาว่า “ดีที่จำถูก เมื่อเช้ามีคนหนึ่งจำเป็นแถวสี่ ขึ้นไปนอนห้องคนอื่นจนเจ้าของห้องกลับมา”

เขาเขียนอะไรบางอย่างลงสมุด แล้วยื่นเข็มกับด้ายให้จิ้งเหอโดยไม่ได้ถาม

“ด้ายของเรือน ใช้เสร็จแล้วเอามาคืน”

จิ้งเหอนั่งเย็บหูถุงอยู่บนขั้นบันไดหน้าห้องผู้ดูแลนั้นเอง ฝีเข็มของเขาไม่สวย แต่แน่นพอ ระหว่างนั้นผู้ดูแลเรือนรินน้ำชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย ไม่ได้รินให้เขา และคุยกับศิษย์อีกสามคนที่มาถามเรื่องหลังคารั่ว เรื่องหนูกัดรองเท้า และเรื่องเพื่อนร่วมห้องกรนดัง ปัญหาแรกเขาบอกว่าจะส่งคนไปดู ปัญหาที่สองบอกว่าให้แขวนรองเท้า ปัญหาที่สามบอกว่าอีกไม่กี่เดือนจะชินเอง

...

เรือนสนตะวันตกไม่ได้มีสนมากเท่าชื่อ มีแค่สามต้นที่หัวแถว ที่เหลือเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวเรียงลดหลั่นตามไหล่เขา หลังคามุงกระเบื้องดินเผาสีเข้ม แต่ละแถวมีลานหินเล็ก บ่อน้ำหนึ่งบ่อ และราวตากผ้ายาวที่ตอนนี้แขวนเสื้อผ้าสารพัดสี ห้องสิบเอ็ดของแถวเจ็ดอยู่ท้ายสุด ติดกับทางลาดที่มีน้ำไหลซึมลงมาจากหินตลอดเวลา

ประตูห้องเปิดอยู่

ข้างในมีเตียงไม้สี่เตียง สองเตียงชิดผนังซ้าย สองเตียงชิดผนังขวา มีโต๊ะเตี้ยตัวเดียวอยู่กลางห้อง และหน้าต่างบานเดียวที่หันไปทางหุบเขา บนขอบหน้าต่างมีกระถางดินเผาใบเล็กสองใบ ใบหนึ่งปลูกหญ้าใบแคบสีเงินอมเขียว อีกใบยังเป็นดินเปล่า แต่ถูกรดน้ำจนชุ่ม

เตียงชิดหน้าต่างด้านขวามีคนจับจองแล้ว ผ้าห่มพับเป็นเหลี่ยมอย่างคนที่เคยอยู่ค่าย ใต้เตียงมีหีบไม้กับห่อผ้าผูกแน่นสามห่อ บนผนังเหนือเตียงมีตะปูสองตัวตอกเพิ่มขึ้นมาใหม่ เพราะยังเห็นเศษไม้ร่วงอยู่ข้างล่าง ตะปูตัวหนึ่งแขวนเสียมเล็ก อีกตัวแขวนถุงสมุนไพรแห้งที่ส่งกลิ่นขมอ่อน ๆ ไปทั่วห้อง

เจ้าของเตียงไม่อยู่

จิ้งเหอเลือกเตียงชิดหน้าต่างด้านซ้าย วางถุงลง แล้วยืนมองกระถางบนขอบหน้าต่างอยู่ไม่นาน หญ้าสีเงินนั้นเขาไม่เคยเห็น ใบมีขนบาง ๆ จับแสงเหมือนน้ำค้าง ทั้งที่แดดสายขนาดนี้น้ำค้างน่าจะแห้งไปนานแล้ว เขาเอื้อมมือไปใกล้ ไม่ได้แตะ แค่ให้ฝ่ามืออยู่เหนือใบ ความรู้สึกเย็นจาง ๆ ลอยขึ้นมาแตะผิว มีปราณในนั้น เบาจนแทบไม่มี แต่มี

“อย่าจับ ใบมันช้ำง่าย”

เสียงมาจากประตู ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ตัวสูงพอกับจิ้งเหอแต่ไหล่กว้างกว่า ผิวคล้ำจากแดด ชุดศิษย์ที่ใส่อยู่เปื้อนดินตั้งแต่เข่าลงไป มือหนึ่งถือถังน้ำ อีกมือถือถุงกระดาษมันที่ยังมีไอร้อนลอยออกมา

“ข้าไม่ได้จับ” จิ้งเหอว่า

“ข้าเห็น” อีกฝ่ายวางถังน้ำลง “แค่บอกไว้ก่อน เผื่อพรุ่งนี้เจ้าอยากจับ”

เขาชื่อเฉินมู่เฉิง บอกชื่อมาพร้อมกับบอกว่ามาถึงก่อนหนึ่งวันด้วยรถจากทางเหนือ ธาตุดินกับไม้ บ้านอยู่ปลายเขตชายแดน ทำสวนสมุนไพรกับรับซื้อสมุนไพรป่าจากพวกพรานมาหลายรุ่น เขาบอกเรื่องเหล่านี้เร็วและตรง เหมือนคนที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะถามอยู่แล้ว เลยพูดเสียก่อนให้จบเรื่อง

หญ้าสีเงินนั้นชื่อหญ้าน้ำค้างเงิน เขาพกเมล็ดมาจากบ้านสิบกว่าเมล็ด ขึ้นสองต้น ตายระหว่างทางหนึ่ง เหลือต้นนี้ต้นเดียว

“ที่นี่มีขายไหม” จิ้งเหอถาม

“มี แพงกว่าที่บ้านหกเท่า” มู่เฉิงตอบ “หอยาของที่นี่รับซื้อจากบ้านข้าแหละ แล้วเอามาขายเอง”

เขาพูดโดยไม่ได้โกรธ แค่บอกราคา เหมือนคนบอกว่าวันนี้ฝนน่าจะตก

ถุงกระดาษในมือเขาเป็นซาลาเปาไส้ผักสี่ลูก ซื้อจากตลาดใต้เขา เขาแบ่งให้จิ้งเหอหนึ่งลูก จิ้งเหอรับไว้ และจำได้ว่าตัวเองไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง เมื่อได้กลิ่นก็รู้ว่าหิวจนท้องแสบ

“โรงอาหารของเรือนเปิดตอนเที่ยงกับตอนเย็น” มู่เฉิงว่า “เดือนแรกกินฟรีด้วยป้าย เดือนต่อไปหักแต้ม ข้าไปดูมาแล้ว ข้าวไม่แย่ แต่ผักเค็มไปหน่อย”

แค่นั้นเขาก็หยิบเสียมจากตะปู เทน้ำครึ่งถังลงกระถางใบว่าง แล้วบอกว่าบ่ายนี้ต้องไปหาผู้ดูแลแปลงสมุนไพรเขตล่าง เพราะได้ยินว่าเขารับคนช่วยงาน แต่มีที่ว่างไม่กี่ที่ ถ้าไปช้าจะหมด

“เจ้าไม่รอฟังตารางของเรือนรากฐานหรือ”

“ตารางจะออกตอนเย็น งานออกตอนบ่าย” มู่เฉิงตอบขณะผูกเชือกรองเท้า “ตารางไม่หนีไปไหน”

แล้วเขาก็ไป

จิ้งเหอกินซาลาเปาจนหมด นั่งอยู่บนเตียงครู่สั้น ๆ ฟังเสียงรอบเรือน ห้องข้าง ๆ มีคนเถียงกันเรื่องใครจะได้เตียงล่าง ลานหินข้างนอกมีเสียงไม้กวาดทางมะพร้าว จากที่ไกลออกไปมีเสียงบางอย่างดังเป็นจังหวะ คล้ายค้อนตีทั่ง แต่ทุ้มกว่าและห่างกว่า ทุกสิบลมหายใจครั้งหนึ่ง

...

เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนมาถึงตอนบ่าย

คนแรกชื่อตู้เหวินซาน อายุสิบเจ็ด ธาตุไฟ มาจากเมืองท่าทางตะวันออก พูดตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าห้องจนนั่งลงบนเตียง พูดเรื่องรถศิลาที่เขานั่งมามีที่นั่งบุนวม พูดเรื่องบิดาที่ค้าผ้าไหมและให้เงินติดตัวมามากเกินกว่าที่ศิษย์สายนอกควรมี พูดเรื่องอยากเข้าหอพิทักษ์ให้ได้ภายในสามปี และพูดเรื่องที่เขาทำชามแตกไปแล้วหนึ่งใบตั้งแต่ลงจากรถ จิ้งเหอคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนน่ารำคาญ จนกระทั่งเด็กหนุ่มเปิดห่อของออกมา หยิบขนมงาห่อกระดาษน้ำมันออกมาสามห่อ แล้ววางไว้บนเตียงของทุกคน รวมทั้งเตียงของมู่เฉิงที่ยังไม่กลับ โดยไม่ได้ถามว่าใครกินงาได้หรือไม่ได้

คนที่สองชื่อเกาอี้ อายุยี่สิบหก ธาตุน้ำ ก่อนมาหลิงเยว่เป็นคนแจวเรือรับจ้างบนแม่น้ำสายหนึ่งที่จิ้งเหอเคยได้ยินชื่อแค่ในบัญชีค่าขนส่งของบ้าน เขาพูดน้อย มือหยาบและมีแผลเป็นเล็ก ๆ ตามข้อนิ้วเต็มไปหมด ของที่เขาเอามามีแค่ห่อผ้าห่อเดียว เขาวางมันไว้ใต้เตียง แล้วถามจิ้งเหอเป็นประโยคแรกว่าตรงไหนรับงานได้บ้าง

จิ้งเหอบอกเท่าที่รู้ ซึ่งคือเท่าที่มู่เฉิงบอกเมื่อเช้า เกาอี้ฟังจบ แล้วก็ออกไปอีกคน

...

เขาใช้บ่ายที่เหลือเดินหาสิ่งที่จำเป็น และพบว่าสิ่งที่จำเป็นอยู่ไกลกันกว่าที่คิดมาก

บ่อซักผ้าของแถวเจ็ดใช้ร่วมกับแถวหกและแถวแปด ต้องต่อคิว ร้านขายของใช้ของเรือนสนตะวันตกอยู่ลงไปสองแถว มีด้าย มีเทียน มีถ่านเตา มีหมึก แต่กระดาษเขียนจดหมายไม่มี คนขายบอกว่าต้องไปร้านในตลาดใต้เขา หรือไม่ก็ไปที่หอตำราซึ่งขายถูกกว่า แต่หอตำราอยู่อีกฝั่งหุบเขา เดินไปกลับเกือบครึ่งวัน

เขาเดินไปถึงแค่สะพานหินที่ข้ามลำธารกลางหุบ แล้วหยุด

จากสะพาน มองเห็นหลิงเยว่ได้กว้างกว่าจากลานรถ ไหล่เขาทางทิศเหนือมีกลุ่มอาคารหลังคาสีดำเรียงเป็นขั้น ควันสีขาวลอยจากปล่องสิบกว่าปล่อง เสียงทุ้มที่ได้ยินตั้งแต่ห้องมาจากทางนั้น ทางทิศตะวันออกเป็นแปลงเพาะปลูกเรียงตามขั้นบันไดจนสุดสายตา แต่ละขั้นมีสีเขียวต่างกันเล็กน้อย ลึกเข้าไปในหุบ บนเนินที่สูงกว่า มีอาคารหลังใหญ่ที่เขามองไม่ออกว่ามีไว้ทำอะไร มีคนเดินเข้าออกตลอด เล็กจนเหมือนมด บนท้องฟ้าเหนือนั้น มีร่างหนึ่งลอยผ่านไปด้วยความเร็วที่ทำให้เขาต้องมองตามจนมันหายไปหลังสันเขา

เขาไม่รู้ว่าอาคารหลังไหนเป็นของหน่วยงานใด ไม่รู้ว่าคนที่ลอยไปนั้นไปทำอะไร ไม่รู้ว่าเสียงค้อนนั้นตีอะไรอยู่ ความไม่รู้นั้นไม่ได้ทำให้เขาหงุดหงิด มันทำให้เขาอยากนับ อยากรู้ว่าต้องใช้กี่วันถึงจะรู้จักที่นี่ทั้งหมด และคิดคร่าว ๆ อยู่บนสะพานนั้นว่าน่าจะเป็นปี

ไม่ใช่เดือน

เขาเดินกลับมาทันโรงอาหารเปิดตอนเย็น

...

โรงอาหารของเรือนสนตะวันตกเป็นโถงยาวมีโต๊ะไม้เรียงสองแถว คนครัวหกคนยืนหลังหม้อใบใหญ่ หญิงร่างท้วมที่ตักข้าวตรงหัวแถวคือคนที่ทุกคนเรียกว่าป้าหลัว นางจำหน้าคนได้เร็วกว่าใคร ศิษย์ใหม่ที่ยื่นป้ายให้นางเป็นครั้งแรก นางดูหน้าหนึ่งครั้งแล้วตักข้าวพูนกว่าคนอื่นหนึ่งทัพพี บอกว่าเดินทางมาไกลต้องกินให้อิ่ม คนที่ยื่นป้ายเป็นรอบที่สองของมื้อเดียวกัน นางไม่ตักให้ แม้จะเป็นศิษย์รุ่นพี่ที่ตัวใหญ่กว่านางสองเท่า

จิ้งเหอได้ข้าว ผักดองผัดหมู ซุปฟักกับกระดูก และหมั่นโถวหนึ่งลูก ผักเค็มไปหน่อยจริงอย่างที่มู่เฉิงว่า

รอบตัวเขาในโรงอาหาร คนพูดกันคนละเรื่อง โต๊ะหนึ่งมีศิษย์สายนอกสี่ห้าคนซึ่งเห็นได้ชัดว่าอยู่มาเกินปี คุยกันเรื่องทีมภาคสนามที่เพิ่งกลับจากแนวป่าทางใต้ ว่ามีคนเจ็บสองคน คนหนึ่งแขนหัก อีกโต๊ะหนึ่งถกกันว่าหอร้อยช่างจะเปิดรับผู้ช่วยรอบใหม่เมื่อไร เพราะช่างระดับต้นหลายคนกำลังจะสอบเลื่อนขั้นและต้องการคนช่วยงาน ชายคนหนึ่งนั่งกินคนเดียวที่มุมโต๊ะ มือซ้ายถือตะเกียบ มือขวาถือม้วนตำรา ข้าวในชามหมดไปครึ่งหนึ่ง แต่ตำราดูเหมือนยังไม่ได้เปิดหน้าใหม่เลย

ไม่มีใครพูดถึงศิษย์ใหม่ที่เพิ่งมาถึงวันนี้

มู่เฉิงกลับมาตอนที่จิ้งเหอกินเกือบหมด ถือชามข้าวมานั่งตรงข้าม เล็บยังมีดินติดอยู่ เขาได้งานที่แปลงสมุนไพรเขตล่าง ห้าวันต่อครั้ง ครึ่งวัน ค่าแรงหกแต้ม ผู้ดูแลแปลงถามเขาสามคำถามเรื่องการแยกหน่อหญ้าราก แล้วรับเขาทันทีโดยไม่ถามเรื่องธาตุ

“คนที่ไปก่อนข้าสิบคน เขาถามเรื่องธาตุก่อน” มู่เฉิงว่าพลางคีบผักเข้าปาก “ธาตุไม้สามคน ไม่ได้สักคน”

จิ้งเหออยากถามว่าหกแต้มนั้นมากหรือน้อย แต่ถามไปก็คงได้คำตอบแบบชายหนุ่มที่โต๊ะสาม จึงถามอย่างอื่นแทน ว่าบ้านมู่เฉิงส่งสมุนไพรให้หอยาปีละเท่าไร

มู่เฉิงเงยหน้าจากชาม มองเขาตรง ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เช้า

“ทำไมถามเรื่องนั้น”

“บ้านข้าทำบัญชีขนส่ง ข้าอยากรู้ว่าส่วนต่างหกเท่านั้นไปอยู่ที่ใคร”

มู่เฉิงหลุดหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนบอกว่าเขาไม่รู้ตัวเลขทั้งปี รู้เพียงค่าขนส่งจากชายแดนมาถึงลานรถกินไปราวสองส่วน ค่าเสียหายระหว่างทางอีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือไปอยู่ตรงไหน เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน

พวกเขาไม่ได้คุยเรื่องอื่นอีกจนกินเสร็จ แต่ตอนเดินกลับเรือน มู่เฉิงเดินข้างเขา ไม่ได้เดินนำ

...

ตารางของเรือนรากฐานติดอยู่ที่กระดานหน้าห้องผู้ดูแลเรือนตอนพลบค่ำ

กระดาษแผ่นใหญ่สามแผ่นเขียนด้วยลายมือเดียวกัน ตัวหนังสือเล็กและแน่นจนต้องเข้าไปยืนชิด คนมุงอยู่ก่อนแล้วยี่สิบกว่าคน ทุกคนเอานิ้วไล่หาชื่อตัวเอง บางคนพบแล้วเดินออกทันที บางคนพบแล้วยืนอ่านซ้ำ

ศิษย์ใหม่ถูกแบ่งกลุ่มตามธาตุกำเนิด ทุกกลุ่มเริ่มพรุ่งนี้ยามเหม่า ที่ลานศิลาของเรือนรากฐาน กลุ่มธาตุดินมีคนมากที่สุด เรียงชื่อยาวลงไปจนเกือบครึ่งแผ่น กลุ่มไฟกับน้ำรองลงมา กลุ่มแสงมีสามสิบเจ็ดชื่อ ผู้สอนคือเจียงเหวิน

ชื่อของเขาอยู่ลำดับที่สิบเก้าในกลุ่มแสง

ข้างชื่อมีเครื่องหมายเล็ก ๆ เป็นวงกลมมีขีดพาดหนึ่งขีด เขาไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร จนไล่สายตาลงไปที่แผ่นที่สาม ซึ่งเป็นตารางของกลุ่มที่มีคนน้อย กลุ่มอสนีมีหกชื่อ เรียนวันที่สามและวันที่หกของทุกหกวัน ยามบ่าย ที่ห้องหินหลังเรือนรากฐาน ผู้สอนชื่อถังเหยียน

ชื่อเขาอยู่ในนั้นด้วย มีเครื่องหมายวงกลมขีดพาดแบบเดียวกัน

ใต้ตารางทั้งสามแผ่น มีหมายเหตุบรรทัดเดียว เขียนด้วยลายมือเดียวกันแต่ตัวใหญ่กว่า

ผู้มีธาตุกำเนิดมากกว่าหนึ่ง เข้าเรียนทุกกลุ่มตามธาตุของตน ตารางซ้อนกันให้แจ้งผู้ดูแลเรือนเพื่อจัดใหม่ ไม่มีการลดชั่วโมงเรียน

มู่เฉิงยืนอยู่ข้างเขา อ่านบรรทัดเดียวกัน ชื่อของมู่เฉิงอยู่ทั้งกลุ่มดินและกลุ่มไม้ แต่กลุ่มไม้เรียนตอนบ่ายวันที่สองกับวันที่ห้า ไม่ชนกับงานแปลงสมุนไพร

จิ้งเหอนับวันด้วยนิ้วในแขนเสื้อ วันที่ไม่มีเรียนอสนี เขาว่างตอนบ่าย วันที่มีเรียน เขาไม่ว่างทั้งวัน วันที่เหลือต้องใช้หางาน ซักผ้า เดินไปหอตำราที่ห่างครึ่งวัน และเขียนจดหมายกลับบ้าน

เขานับได้ถึงตรงนั้น แล้วเลิกนับ เพราะมันยังไม่ใช่เรื่องที่ตัวเลขตอบได้

คืนนั้นตู้เหวินซานนอนหลับก่อนใคร กรนเบากว่าที่กลัว เกาอี้กลับมาดึก ตัวเปียกไปครึ่ง บอกเพียงว่าได้งานขนหินที่คลองส่งน้ำ แล้วก็ล้มตัวลงนอนโดยไม่ได้ถอดรองเท้า มู่เฉิงรดน้ำหญ้าน้ำค้างเงินอีกครั้งก่อนดับตะเกียง

จิ้งเหอนอนหงายบนเตียงที่แข็งกว่าเตียงที่บ้าน ฟังเสียงน้ำซึมผ่านหินข้างห้องที่ไม่เคยหยุด ป้ายไม้ที่เอววางอยู่บนอก มันอุ่นขึ้นเล็กน้อยตามตัวเขา

พรุ่งนี้ยามเหม่า ลานศิลา เรือนรากฐาน

ที่ชิงจิ้น เขาได้แตะปราณ เพราะมีคนส่งมันเข้ามาในตัว เพื่อดูว่าร่างเขาตอบรับอย่างไร พรุ่งนี้จะไม่มีใครส่งมาให้

เขาหลับไปขณะที่ยังคิดอยู่ว่า ถ้าไม่มีใครส่งมา มันจะเข้ามาทางไหน

ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป