ในเดือนแรก ทุกคนในเรือนสนตะวันตกเรียนรู้เรื่องเดียวกัน คือหลิงเยว่ไม่ได้ให้อะไรฟรีนานนัก
ข้าวฟรีหนึ่งเดือน ของใช้ในถุงผ้าที่ผูกปากแน่นพอใช้หนึ่งเดือน ถุงนั้นแกะได้ในวันที่ห้า ตามที่ผู้ดูแลเรือนประกาศ ข้างในมีสบู่ก้อนหนึ่ง ด้ายหนึ่งม้วน เทียนสามเล่ม และธูปรวมปราณสิบก้าน ห่อไว้ในกระดาษสีน้ำตาลที่ประทับตราเรือนรากฐาน
ธูปรวมปราณเป็นของที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุดในสัปดาห์นั้น มันไม่ได้มีกลิ่นหอมอะไร กลิ่นเหมือนขี้เถ้าไม้สนผสมกับบางอย่างที่คล้ายสนิม เมื่อจุดแล้วควันจะไม่ลอยขึ้นตรง ๆ มันลอยเป็นวงรอบตัวคนที่นั่งอยู่ใกล้ ปราณรอบตัวจะหนาขึ้นเล็กน้อย พอให้คนที่ยังกักปราณไม่ได้นานรู้สึกว่ามันง่ายขึ้นนิดหนึ่ง
นิดหนึ่งก็มากพอ ภายในสามวัน ธูปสิบก้านในถุงของศิษย์ใหม่ครึ่งเรือนก็หมด
ในร้านของใช้ของเรือน ธูปรวมปราณขายห่อละสิบก้าน สามแต้ม มีสามแบบ แบบทั่วไปใช้ได้กับทุกธาตุ แต่ช่วยได้น้อย แบบที่ผสมผงแร่เฉพาะธาตุช่วยได้มากกว่า ห่อละห้าแต้ม มีครบทุกธาตุ ยกเว้นอสนี ซึ่งต้องสั่งจากหอร้อยช่าง ห่อละเก้าแต้ม และต้องรอสามวัน
จิ้งเหอยืนอ่านป้ายราคานั้นอยู่นานจนคนขายถามว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
...
ถึงสิ้นสัปดาห์ที่สอง เขากักปราณแสงไว้ในแอ่งปราณได้นานครึ่งก้านธูป ในกลุ่มแสงสามสิบเจ็ดคน มีคนทำได้ถึงระดับนี้สิบเอ็ดคน เขาอยู่กลาง ๆ ของสิบเอ็ดคนนั้น
แต่เขาเป็นคนที่เร็วที่สุดในการกลับมาทำใหม่
คนอื่นเมื่อปราณที่กักไว้สลายไป ต้องเริ่มชวนใหม่ตั้งแต่ต้น ใช้เวลาหลายสิบลมหายใจกว่าจะหาเส้นทางเดิมเจอ สำหรับจิ้งเหอ ร่างที่รับปราณได้ทุกทางกลายเป็นข้อดีเมื่อเขาเรียนที่จะไม่สนใจมันได้แล้ว ปราณแสงอยู่รอบตัวเขาตลอด เขาเพียงเลือกเส้นใหม่ขึ้นมา แล้วนำลงไปอีกครั้ง ภายในวันเดียว เขาชวนและนำปราณลงไปถึงแอ่งได้มากกว่าคนอื่นสามสี่เท่า ปราณในแอ่งไม่ได้สะสมเพิ่มขึ้น เพราะมันยังอยู่ได้ไม่นาน แต่เส้นทางเริ่มคุ้นเท้า
เจียงเหวินไม่ได้ชมเรื่องนี้ เขาบอกให้จิ้งเหอเลิกนับว่าวันหนึ่งนำลงไปกี่ครั้ง แล้วนับว่าแต่ละครั้งอยู่ได้นานแค่ไหนแทน
เรื่องอสนีเดินช้ากว่านั้นมาก
...
ถังเหยียนสอนอสนีหกวันครั้งละสองรอบ รอบละครึ่งวัน ศิษย์ธาตุอสนีเดี่ยวสามคนได้ใช้ห้องหินอีกวันละหนึ่งชั่วยาม ในเวลาที่นางเรียกว่าเวลาฝึกเอง ศิษย์สองธาตุไม่ได้ เพราะห้องหินมีห้องเดียว และลำดับของคนใช้เรียงตามธาตุหลัก
“ถ้าอยากใช้ห้องนอกเวลา จองที่เรือนรากฐาน” ถังเหยียนบอกเขาตอนที่เขาถาม “ชั่วยามละสองแต้ม ต่อคิวหลังศิษย์ที่ใช้ห้องเป็นประจำ ไม่มีที่ว่างก่อนเดือนหน้า”
เขาถามว่าฝึกอสนีนอกห้องหินได้ไหม นางมองเขาเหมือนประเมินว่าคำถามนี้โง่แค่ไหน
“ได้ ถ้าเจ้ามีรางทองแดงอยู่ในห้องนอนของเจ้า”
เขาไม่มี
ไม่มีห้องหิน ไม่มีธูปอสนี ทุกหกวันเขามีเวลาฝึกอสนีเพียงสองรอบ รอบละครึ่งวัน ในขณะที่หลินเสียวชวนกับศิษย์อสนีเดี่ยวอีกสองคนได้ฝึกเกือบทุกวัน ปลายสัปดาห์ที่สอง หลินเสียวชวนพาปราณอสนีลงไปถึงแอ่งปราณได้แล้ว จิ้งเหอยังพามันไปไม่เกินหน้าอก
ความต่างนั้นไม่ได้เกิดจากหลินเสียวชวนฉลาดกว่า จิ้งเหอรู้เรื่องนี้ เหมือนรู้ว่าเรือบรรทุกที่มีคนแจวสี่คนย่อมไปเร็วกว่าเรือที่มีคนแจวคนเดียว แต่รู้แล้วก็ไม่ได้ทำให้เรือเขามีคนแจวเพิ่มขึ้น
...
ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือวันที่เขาพยายามให้ทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกัน
ถังเหยียนไม่ได้ห้าม เจียงเหวินก็ไม่ได้ห้าม แต่ทั้งคู่ไม่เคยพูดถึงมัน และจิ้งเหอไม่ใช่คนที่รอให้ใครพูด
บ่ายวันหนึ่งในห้องหิน หลังจากพาปราณอสนีกระโดดไปถึงอกได้เป็นครั้งที่สามของวัน เขาลองชวนปราณแสงเข้ามาทางฝ่ามือขวาพร้อมกัน ห้องหินมีปราณแสงน้อย แต่มีบ้าง แสงจากรูระบายอากาศเหนือประตู คิดว่าถ้าแสงไหลลงไปก่อน อาจเป็นทางให้อสนีกระโดดตาม เหมือนไม้กระดานที่ทอดข้ามโคลน
ปราณแสงไหลลงไปถึงแอ่งปราณอย่างที่เคยไหล ปราณอสนีกระโดดจากอกลงมา
สองสิ่งนั้นไม่ได้เดินตามกัน พวกมันชนกัน
ความรู้สึกนั้นไม่เหมือนเจ็บ มันเหมือนเสียงแก้วสองใบกระทบกันแต่ดังอยู่ข้างในท้อง ปราณแสงที่กักไว้แตกกระจาย ปราณอสนีกระโดดออกไปตามทางที่ใกล้ที่สุดซึ่งคือกล้ามเนื้อท้อง ร่างเขางอเข้าหากันเหมือนคนถูกต่อยท้อง แล้วบางอย่างก็วิ่งลงไปตามขาทั้งสองข้าง ผ่านฝ่าเท้า ลงไปในรางทองแดงที่ฝังอยู่ในพื้นห่างไปศอกหนึ่ง
รางทองแดงส่งเสียงแตกเปรี๊ยะ
ทุกคนในห้องหันมา ถังเหยียนเดินมาถึงตัวเขาภายในสามก้าว วางสองนิ้วไว้ที่ข้อมือเขา นิ่งอยู่ชั่วลมหายใจ แล้วถอนมือ
“ท้องเจ้าจะปวดไปสองวัน” นางว่า “กินข้าวต้มไปก่อน อย่ากินของเผ็ด”
นางไม่ได้ถามว่าเขาทำอะไร นางรู้
ก่อนจบรอบวันนั้น ถังเหยียนเรียกเขาไว้ที่ประตู ศิษย์คนอื่นเดินออกไปหมดแล้ว นางยืนพิงวงกบ ถูแผลเป็นรูปกิ่งไม้บนหลังมือด้วยนิ้วโป้ง ท่าทางเหมือนทำจนเคยชิน
“ข้ามีธาตุอสนีกับน้ำ” นางว่า “ตอนอายุเท่าเจ้า ข้าก็คิดแบบเจ้า คิดว่าถ้าเอาสองอย่างมาต่อกันได้ ข้าจะไปได้เร็วเป็นสองเท่า ข้าลองอยู่หนึ่งปี ได้แผลนี้มา และเสียเวลาไปหนึ่งปีกว่าคนธาตุเดียวที่เข้าสำนักพร้อมข้า”
นางไม่ได้ยื่นหลังมือให้เขาดู แผลเป็นอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว
“แอ่งปราณของผู้มีหลายธาตุไม่ได้ใหญ่กว่าของคนอื่น ต้องใส่ของมากกว่าในที่เท่าเดิม แต่ละธาตุต้องมีที่ของมันเองก่อน มั่นคงก่อน แล้วค่อยเรียนว่าจะให้พวกมันอยู่ข้างกันอย่างไร สำหรับเจ้า แสงจะนิ่งก่อน อสนีจะตามมาทีหลังมาก ถ้าเจ้ารอให้อสนีนิ่งพอ แล้วค่อยรวม มันจะช้า ถ้าเจ้ารวมก่อน มันจะเหมือนวันนี้ ทุกครั้ง”
“ถ้าข้ารอให้อสนีนิ่ง แสงจะรอข้าไหมขอรับ”
ถังเหยียนหลุดหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับไปดูคนถัดไป
“ไม่รอ เจ้าต้องเลี้ยงสองตัวที่โตไม่เท่ากัน และไม่ให้ตัวไหนอดตาย ศิษย์สองธาตุทุกคนต้องทำแบบนั้น” นางดึงประตูห้องหินปิด “ที่เจ้ายังไม่ได้ถามคือ แล้วจะจ่ายค่าอาหารสองตัวอย่างไร ถามคนในเรือนเจ้าดูเถิด อย่ามาถามข้า ข้าไม่ได้คุมบัญชี”
...
ในเดือนแรก จิ้งเหอมีแต้มเป็นศูนย์
ป้ายศิษย์บอกเขาอย่างนั้นทุกครั้งที่เขาเอาไปแตะแผ่นหินข้างโต๊ะร้านของใช้ ตัวเลขสีจาง ๆ จะลอยขึ้นมาใต้ผิวหิน ชั่วลมหายใจเดียวแล้วหายไป ศูนย์
ชั่วโมงห้องหินสองแต้ม ธูปอสนีเก้าแต้ม ข้าวเดือนหน้าเดือนละสิบห้าแต้ม ถ้ากินที่โรงอาหารทุกมื้อ เขาคำนวณบนลูกคิดคืนนั้น ทำใหม่สองครั้งเพื่อให้แน่ใจ แล้วได้ตัวเลขที่ไม่ชอบ
ถ้าจะฝึกอสนีให้ได้ใกล้เคียงกับศิษย์อสนีเดี่ยว ต้องใช้ห้องหินอย่างน้อยสามชั่วยามในหนึ่งรอบหกวัน และธูปอสนีสองห่อต่อเดือน รวมข้าว รวมธูปแสง เขาต้องหาแต้มให้ได้เดือนละหกสิบกว่า
มู่เฉิงได้งานที่แปลงสมุนไพร เดือนละราวสามสิบหกแต้ม และบอกว่าตนโชคดี
เกาอี้ได้งานขนหินที่คลองส่งน้ำ วันละสี่แต้ม ทำเกือบทุกวันที่ไม่มีเรียน กลับมาดึกทุกคืน มือแตก หลังเปียก เดือนแรกเขามีแต้มมากที่สุดในห้อง และใช้ไปกับอย่างเดียวคือธูปรวมปราณธาตุน้ำ
ตู้เหวินซานไม่ต้องทำงาน บิดาเขาฝากเงินไว้กับสำนักกิจการภายนอก แลกเป็นแต้มได้ในอัตราที่เด็กหนุ่มบอกว่าขาดทุนมาก แต่ยังพอให้ซื้อธูปไฟได้ทุกสัปดาห์ เขาไม่เคยเสนอให้ใครยืม และไม่มีใครขอ แต่พอขนมงาห่อสุดท้ายหมด เขาก็ไปซื้อมาใหม่หกห่อ แบ่งไว้บนเตียงทุกคนเหมือนเดิม
จิ้งเหอมีเงินติดตัวมาจากหานเฉียวสามตำลึงเงินกับเศษเหรียญ เป็นเงินที่บิดาให้ไว้ ห่อไว้สองชั้นในผ้าไหมสีน้ำเงิน ตำลึงหนึ่งแลกได้ราวยี่สิบแต้ม ในอัตราที่สำนักกิจการภายนอกประกาศไว้
เขาไม่ได้แกะห่อนั้น
...
งานที่เขาได้ในที่สุดไม่ได้มาจากกระดานประกาศงาน
กระดานงานของเรือนรากฐานตั้งอยู่ที่ลานหน้าโถงใหญ่ แผ่นกระดาษติดแน่นจนซ้อนกันสามชั้น งานที่ศิษย์ใหม่รับได้มีมาก แต่แต้มน้อยและต้องแย่งกัน งานดีหมดตั้งแต่เช้าตรู่ จิ้งเหอไปถึงยามเหม่าสามวันติดกัน แต่ต้องไปเรียน กว่าจะกลับมาตอนบ่าย งานที่เหลือมีแค่ล้างห้องส้วมของเรือนทางเหนือกับเก็บใบไม้ที่ลานศิลา ครั้งละสองแต้ม
เขารับงานเก็บใบไม้ไปสองครั้ง แล้วครั้งที่สามก็รับงานล้างห้องส้วม
ในวันที่สี่ ผู้ดูแลเรือนสนตะวันตกเรียกเขาไว้ตอนเขาเอาเข็มกับด้ายไปคืนเป็นครั้งที่สอง
“เจ้าบ้านทำบัญชีขนส่งใช่ไหม”
จิ้งเหอไม่เคยบอกเขา แต่เรือนมีศิษย์สองร้อยกว่าคน และผู้ดูแลเรือนนั่งอยู่หน้าห้องทั้งวัน ฟังทุกคนที่เดินผ่าน
“ขอรับ”
“คลังของหอร้อยช่างขาดคนตรวจรับของ คนเก่าสอบเลื่อนขั้นไปเป็นศิษย์สายใน ย้ายไปหอพิทักษ์ งานไม่ได้ติดกระดานเพราะเขาอยากได้คนที่อ่านใบส่งของเป็น ไม่ใช่คนที่ไปถึงกระดานเร็วที่สุด” ผู้ดูแลเรือนเขียนชื่อลงบนเศษกระดาษ ยื่นให้เขา “ไปหาคนนี้ ถ้าเขาไม่เอา อย่ากลับมาบอกข้า ข้าไม่อยากรู้”
บนเศษกระดาษเขียนว่า เหลียงซู่ คลังทิศเหนือ
...
หอร้อยช่างไม่ใช่หอหลังเดียว มันคือกลุ่มอาคารหลังคาสีดำทั้งหมดบนไหล่เขาทางทิศเหนือ ที่เขามองเห็นจากสะพานหินในวันแรก ปล่องควันสิบกว่าปล่องนั้นเป็นของโรงหลอมแยกกันห้าโรง เสียงทุ้มที่ดังทุกสิบลมหายใจมาจากค้อนใหญ่ในโรงที่สาม ซึ่งไม่มีใครถือ มันยกขึ้นเองด้วยกลไกที่ต่ออยู่กับกังหันน้ำของคลองส่งน้ำ แล้วตกลงเอง ตลอดวันตลอดคืน
คลังทิศเหนือเป็นโรงเก็บยาวติดทางลากของ รถลากสี่ห้าคันจอดรออยู่หน้าประตู คนงานกำลังขนลังลง ข้างในมีชั้นไม้สูงจนต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปหยิบของ
เหลียงซู่อยู่ในนั้น ไม่ได้นั่งโต๊ะ แต่คุกเข่าอยู่ข้างลังไม้ที่เพิ่งถูกงัดฝาออก มือหยิบแท่งทองแดงยาวราวศอกขึ้นมาทีละแท่ง ดูปลาย ดูตัว ใช้เล็บเคาะ ฟังเสียง แล้ววางลงสองกอง กองหนึ่งใหญ่ อีกกองเล็ก
เขาเป็นชายอายุราวสามสิบ ตัวไม่สูงแต่แน่น ผมตัดสั้นกว่าที่ศิษย์ส่วนใหญ่ไว้ แขนเสื้อพับขึ้นถึงศอก เห็นแผลไหม้เก่าจุดเล็ก ๆ เต็มท่อนแขนเหมือนลายจุด ชุดของเขาเป็นชุดศิษย์สายนอกแบบเดียวกับจิ้งเหอ แต่มีแถบผ้าสีน้ำตาลเย็บทับที่แขนซ้าย
เขาอ่านเศษกระดาษของผู้ดูแลเรือนจนจบ แล้วยื่นใบส่งของปึกหนึ่งให้จิ้งเหอ
“ลังนี้ ใบนี้ ข้านับแล้ว บอกข้าว่าผิดตรงไหน”
จิ้งเหออ่านใบส่งของ แท่งทองแดงสำหรับทำรางลงดิน สองร้อยแท่ง น้ำหนักแท่งละสองชั่งสามตำลึง ต้นทางเป็นเหมืองทางตะวันตก ผ่านจุดขนถ่ายสองจุด เขาพลิกดูตราประทับทั้งสามจุด นับบรรทัด นับแท่งในลังทั้งสองกอง แล้วบอกว่าตัวเลขในใบถูก สองร้อยแท่งจริง ตราประทับครบ แต่ตราที่จุดขนถ่ายที่สองประทับวันที่ก่อนตราของจุดแรกหนึ่งวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ประทับผิดก็หมายความว่าลังนี้ไม่ได้ผ่านจุดแรกจริง
เหลียงซู่ฟังจนจบ ไม่ได้ขัด
“ดีกว่าคนก่อนสองคนที่ผู้ดูแลเรือนส่งมา” เขาว่า “แต่ผิด”
เขาหยิบแท่งทองแดงจากกองเล็กขึ้นมาหนึ่งแท่ง ส่งให้จิ้งเหอ
“ลองจับดู”
จิ้งเหอรับไว้ ทองแดงเย็นและมีน้ำหนักกว่าที่คาด เขายังจับความต่างไม่ออก จนเหลียงซู่หยิบแท่งจากกองใหญ่มาวางลงในมืออีกข้างของเขา
แท่งในกองใหญ่หนักกว่า ไม่ต่างกันมาก แต่ต่าง และเมื่อจับไว้ในมือพร้อมกันสองแท่ง เขารู้สึกได้ด้วยความไวที่ผู้ตรวจที่ชิงจิ้นเคยบอก ว่าแท่งในกองใหญ่มีปราณบางอย่างเกาะอยู่ในเนื้อ แน่นและนิ่ง แท่งในกองเล็กมีน้อยกว่ามาก และที่มีก็กระจายไม่สม่ำเสมอ
“ธาตุทองของแท่งดีจะนิ่งทั้งแท่ง ปราณอสนีที่ลงรางจะไหลผ่านได้เรียบ” เหลียงซู่ว่า “สามสิบเอ็ดแท่งในลังนี้เป็นทองแดงจากเหมืองอื่นที่ปราณอ่อนกว่า ถูกผสมมาในลังเดียวกัน น้ำหนักใกล้กันจนตาชั่งของจุดขนถ่ายจับไม่ได้ ตราประทับนั้นผิดจริง แต่มันผิดเพราะเจ้าหน้าที่จุดที่สองขี้เกียจเปลี่ยนวันบนตราประทับ เขาผิดอย่างนี้มาสามเดือนแล้ว ไม่สำคัญ เรื่องที่สำคัญอยู่ในลัง ไม่ใช่ในใบ”
จิ้งเหอวางแท่งทองแดงทั้งสองลงบนกองของมัน
เขาไม่ได้โต้แย้ง ไม่มีอะไรให้โต้ เขาอ่านใบส่งของถูก อ่านตราประทับถูก และมองข้ามสิ่งเดียวในห้องที่สำคัญจริง เพราะเคยชินกับการเชื่อว่าความผิดพลาดอยู่ในตัวหนังสือ
เหลียงซู่ลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่เข่า
“งานนี้สามวันต่อครั้ง ครึ่งวัน เก้าแต้ม” เขาว่า “เจ้าอ่านใบให้ข้า เทียบรายการ ทำบัญชีเข้าออก ส่วนการตรวจของในลัง ข้าจะสอนเจ้าเท่าที่ข้ามีเวลา ซึ่งไม่มาก ปลายฤดูนี้ข้าต้องสอบใบรับรองช่างระดับต้น ต้องหลอมใบมีดรางไฟครบร้อยชิ้นโดยเสียไม่เกินห้าชิ้น ตอนนี้ข้าเสียไปสิบสองชิ้นในแปดสิบ ข้าจ้างเจ้าเพราะข้าไม่อยากเสียเวลาทำบัญชีอีกต่อไป ไม่ใช่เพราะข้าอยากมีศิษย์”
เขาพูดยาวที่สุดเท่าที่จิ้งเหอได้ยินเขาพูดวันนั้น และที่เหลือของบ่าย เขาไม่ได้พูดกับจิ้งเหออีกเลยนอกจากเรื่องตัวเลข
...
คืนนั้นจิ้งเหอเขียนจดหมายกลับบ้านเป็นฉบับแรก
กระดาษได้มาจากร้านในตลาดใต้เขา ราคาแผ่นละครึ่งแต้ม ซึ่งเขาจ่ายด้วยแต้มแรกที่ได้จากงานเก็บใบไม้ เขียนด้วยพู่กันของตู้เหวินซาน ซึ่งเด็กหนุ่มให้ยืมพร้อมบอกว่าไม่ต้องคืน เพราะเขามีสี่ด้าม
เขาเขียนถึงบิดามารดาว่ามาถึงแล้ว สบายดี ที่พักมีคนสามคน ข้าวพอกิน ผักเค็มไปหน่อย เรียนวันละครึ่งถึงเต็มวัน ครูสอนดี ได้งานทำบัญชีที่คลังแล้ว เขียนถึงอวี้หนิงว่าลูกคิดยังอยู่ ลูกหนึ่งหลวมตั้งแต่วันแรก แต่ยังดีดได้ และที่นี่มีคลังสินค้าที่ใบส่งของผิดบ่อยกว่าของบ้านเราสามเท่า
เขาไม่ได้เขียนว่าเขาช้ากว่าเด็กธาตุอสนีเดี่ยวอายุสิบเจ็ด ไม่ได้เขียนว่าท้องเขาปวดอยู่สองวันเพราะปราณสองชนิดชนกัน ไม่ได้เขียนเรื่องสามตำลึงเงินที่ยังไม่ได้แกะห่อ
มู่เฉิงเขียนจดหมายอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม ยาวกว่าของเขามาก เป็นจดหมายถึงบิดา มู่เฉิงอ่านบางท่อนออกเสียงเบา ๆ ขณะเขียน จิ้งเหอไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ห้องมันเล็ก มู่เฉิงบอกบิดาว่าหอยาของหลิงเยว่ซื้อหญ้าน้ำค้างเงินจากร้านรับซื้อของตระกูลอื่นมาสองปีแล้ว ไม่ได้ซื้อจากบ้านเขา ส่วนต่างหกเท่าไม่ได้อยู่ในมือใครในบ้านเขาเลยสักส่วน เขาไปถามผู้ดูแลแปลงสมุนไพรมาแล้ว ได้ชื่อคนกลางมาสองชื่อ
จิ้งเหอยังจำได้ว่าในวันแรกมู่เฉิงบอกว่าหอยาซื้อจากบ้านเขา
มู่เฉิงพับจดหมายใส่ซอง แล้วก็พูดขึ้นเองโดยไม่ได้มองมาทางนี้
“ที่บ้านคิดว่ายังขายให้หลิงเยว่อยู่ บิดาข้าบอกทุกคนในหมู่บ้านอย่างนั้นมาสองปี” เขาดับตะเกียงฝั่งตัวเอง “ข้ามาที่นี่เพื่อบำเพ็ญ แต่ถ้าบำเพ็ญแล้วยังไม่รู้ว่าของบ้านตัวเองถูกขายให้ใคร ข้าก็ไม่รู้จะบำเพ็ญไปทำไม”
จิ้งเหอไม่ได้ตอบ ไม่มีคำไหนที่ควรตอบ
เขานอนลง นึกถึงแท่งทองแดงสามสิบเอ็ดแท่งที่ปราณอ่อนกว่า ที่ใบส่งของบอกว่าเหมือนแท่งอื่นทุกอย่าง นึกถึงลังในบัญชีขนส่งของบ้านเขาเองที่เขาเคยตรวจมาแล้วเป็นพันลัง จากตัวหนังสืออย่างเดียว
ในความมืด ปราณแสงยังแตะอยู่ที่ผิวหนังของเขาบาง ๆ แม้จะเป็นกลางคืน มันน้อยลงมาก แต่ไม่หายไป เขาชวนเส้นหนึ่งลงไปถึงแอ่งปราณ ไม่ได้คิดจะฝึก แค่ทำเพราะมันง่ายแล้ว
มันอยู่ที่นั่นจนเขาหลับ