นิยายเรื่องใหม่

ตอนที่ 6

ชามน้ำเก้าใบ

คนแรกของกลุ่มสิบเจ็ดเป็นเด็กหนุ่มผิวคล้ำชื่อเติ้งหู

เขาเดินไปที่โต๊ะหินกลางห้องเหมือนคนเดินลงเรือที่ไม่แน่ใจว่าจะรับน้ำหนักได้ มือทั้งสองกำชายเสื้อไว้แน่น ผ้าเสื้อตรงนั้นซีดกว่าส่วนอื่น เป็นร่องรอยของคนที่ชอบกำเสื้อมานานหลายปี

ห้องทดสอบไม่ได้ใหญ่อย่างที่เสิ่นจิ้งเหอนึกไว้ระหว่างนั่งรออยู่ข้างนอก หลังคาสูงก็จริง แต่พื้นที่ใช้งานมีเพียงโต๊ะหินยาวหนึ่งตัว ม้านั่งไม้สองแถวสำหรับผู้สมัครที่รอคิว และโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กที่มุมห้อง บนโต๊ะเขียนหนังสือมีสมุดเล่มหนา แท่นฝนหมึก และถ้วยชาที่ไม่มีไอร้อนลอยขึ้นมาแล้ว

บนโต๊ะหินมีชามทองแดงวางเรียงกันเก้าใบ แต่ละใบกว้างราวฝ่ามือผู้ใหญ่สองข้างวางคู่กัน ข้างในบรรจุน้ำใสเกือบถึงขอบ ขอบชามด้านนอกสลักอักษรกำกับไว้ใบละตัว ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ ทอง อสนี แสง มืด ส่วนก้นชามด้านในสลักวงกลมซ้อนกันเจ็ดวง เส้นสลักตื้นจนถ้าไม่ก้มมองใกล้ ๆ ก็แทบไม่เห็น

ปลายโต๊ะฝั่งผู้สมัครมีด้ามจับทองแดงสองอันยื่นขึ้นมาจากเนื้อหิน ผิวของมันถูกมือคนนับพันจับจนเป็นเงาวาว

ในหานเฉียว ผู้คนเล่ากันว่าการตรวจพรสวรรค์ใช้ลูกแก้วใสลูกหนึ่ง คนที่มีวาสนาเอามือวางลงไป ลูกแก้วจะเรืองแสงเป็นสีต่าง ๆ ใครได้สีทองก็เป็นคนที่ฟ้าเลือก ใครได้สีดำก็ควรกลับบ้านไปทำนา จิ้งเหอไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เต็มร้อย เพราะคนเล่าไม่เคยเห็นกับตา แต่เขาก็ไม่ได้คาดว่าของจริงจะหน้าตาเหมือนเครื่องครัวในบ้านคหบดีอย่างนี้

ผู้ตรวจเป็นชายวัยสี่สิบเศษ แต่งชุดเทาอมฟ้าของหลิงเยว่ แขนเสื้อพับขึ้นถึงศอก เสียงแหบเหมือนคนที่พูดมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ก่อนเติ้งหูจะเข้ามาถึงโต๊ะ เขาหันไปพูดกับผู้บันทึกที่มุมห้องว่า "เติมน้ำชามไฟด้วย มันระเหยไปแล้ว" แล้วจึงหันกลับมาหาเด็กหนุ่ม

"จับด้ามทั้งสองข้าง ไม่ต้องบีบ หายใจตามปกติ ถ้ารู้สึกชาหรือร้อนที่ฝ่ามือ นั่นเป็นเรื่องปกติ อย่าปล่อยมือจนกว่าข้าจะบอก"

เขาพูดประโยคนี้อย่างคล่องปากราวกับท่องมาแล้วเป็นร้อยรอบ และคงเป็นอย่างนั้นจริง

เติ้งหูจับด้าม ผู้ตรวจหยิบแท่งทองแดงยาวราวศอกขึ้นมาจากข้างโต๊ะ แตะปลายด้านหนึ่งลงบนแผ่นหินกลมที่ฝังอยู่ใต้ชามแถวนั้น อีกมือหนึ่งแตะหลังมือของเด็กหนุ่มเบา ๆ

ห้องเงียบลงกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะมีใครสั่ง แต่เพราะทุกคนบนม้านั่งอยากเห็น

ผิวน้ำในชามใบที่สองเริ่มสั่นก่อน ระลอกคลื่นเล็ก ๆ เกิดขึ้นตรงกลางแล้วแผ่ออกไปจนเลยวงที่สาม เลยวงที่สี่ แล้วสลายตัวตรงวงที่ห้า อีกครู่หนึ่ง ชามใบที่ห้าจึงสั่นตามแต่อ่อนกว่ามาก ระลอกไปได้แค่วงที่สอง ชามใบอื่นนิ่งสนิทราวกับเป็นกระจก

"น้ำ ห้า ไม้ สอง" ผู้ตรวจพูดโดยไม่หันไปมอง ผู้บันทึกจดลงสมุดทันที "ปล่อยได้ ไปนั่งหลังฉากโน้น"

ฉากที่ว่าเป็นฉากไม้ไผ่กั้นมุมห้องอีกด้าน หลังฉากมีเก้าอี้หนึ่งตัว และมีเจ้าหน้าที่อีกคนนั่งรออยู่ เติ้งหูลุกเดินไปทางนั้น ตลอดทางเขาหันกลับมามองชามใบที่สองสองครั้ง เหมือนอยากแน่ใจว่าน้ำยังสั่นอยู่หรือไม่

จิ้งเหอนึกถึงคำพูดของลู่หมิงเมื่อเช้า ลู่หมิงบอกว่าได้ยินมาจากลูกจ้างร้านน้ำชาว่า ผู้ตรวจจะประกาศเสียงดังว่าใครผ่านหรือไม่ผ่านตรงนั้นเลย ใครไม่ผ่านจะถูกพาออกประตูหลังเพื่อไม่ให้เสียหน้า ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เห็นใครถูกพาออกทางไหน ทุกคนเดินไปหลังฉากเหมือนกันหมด

คนที่สองกับคนที่สามผ่านไปอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งได้ดินสี่ อีกคนได้ลมสามกับไฟหนึ่ง ผู้ตรวจอ่านผลด้วยน้ำเสียงเรียบเท่ากันทุกครั้ง เหมือนคนในคลังขานจำนวนกระสอบ จิ้งเหอเริ่มสังเกตว่ามือของผู้ตรวจที่แตะหลังมือผู้สมัครนั้นไม่ได้แตะเฉย ๆ ทุกครั้งก่อนน้ำจะสั่น นิ้วของเขาจะเลื่อนไปทางข้อมือเล็กน้อย ราวกับกำลังนำอะไรบางอย่างเข้าไป ส่วนแท่งทองแดงนั้นอาจเป็นทางออก

เขายังไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดถูก แต่ก็เก็บความคิดนั้นไว้

คนที่สี่เป็นเด็กสาวรูปร่างผอม ผมถักเปียยาวถึงเอว ชื่อที่ผู้บันทึกขานคือเมิ่งเสี่ยวถาง นางเดินมาถึงโต๊ะแล้วหยุด ไม่ยอมจับด้าม

"ขอประทานโทษเจ้าค่ะ" นางพูดเสียงเบาจนคนแถวหลังแทบไม่ได้ยิน "ถ้าชามใบสุดท้ายสั่น... ต้องออกจากเมืองวันนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ"

ผู้ตรวจมองนางเหมือนเพิ่งได้ยินคำถามนี้เป็นครั้งแรกในปีนี้ แต่คงไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิต

"ใครบอกเจ้า"

"ท่านยายเจ้าค่ะ ท่านว่าเด็กธาตุมืดนำเคราะห์มาให้หมู่บ้าน ที่บ้านข้ามีเด็กคนหนึ่ง..." นางหยุดพูดตรงนั้น ไม่เล่าต่อ

"ธาตุมืดก็เป็นธาตุ เหมือนน้ำเหมือนดิน" ผู้ตรวจพูด "ในหลิงเยว่มีคนธาตุมืดหลายร้อยคน ที่หอร้อยช่างมีคนหนึ่งทำเตาเผายามาสามสิบปี ภรรยาเขาทำขนมเก่ง เคราะห์ที่เขานำมามีแค่ต้องกินขนมมากเกินไป จับด้ามได้แล้ว คนรอข้างหลังยังเหลืออีกสิบกว่าคน"

มีคนบนม้านั่งหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง แล้วก็รีบกลั้นไว้

เมิ่งเสี่ยวถางจับด้าม น้ำในชามใบสุดท้ายสั่นจริง ระลอกไปได้ถึงวงที่สี่ ชามลมสั่นตามไปถึงวงที่สาม นางมองระลอกในชามมืดนิ่งอยู่อย่างนั้นจนผู้ตรวจต้องบอกให้ปล่อยมือถึงสองครั้ง ตอนเดินไปหลังฉาก ไหล่ของนางยังเกร็ง แต่ก้าวเท้ามั่นคงกว่าตอนเดินเข้ามา

คนที่ห้าไม่มีชามใบไหนสั่นเลย

เป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสาม ร่างใหญ่ มือหยาบ จิ้งเหอเดาว่าเขาคงเป็นลูกจ้างแบกของหรือไม่ก็ชาวนา ผู้ตรวจให้เขาจับด้ามไว้นานกว่าคนอื่น เลื่อนนิ้วบนหลังมือเขาอยู่สามครั้ง ย้ายแท่งทองแดงไปแตะแผ่นหินอีกจุด แล้วรออีกพักใหญ่ ผิวน้ำทั้งเก้าชามยังคงนิ่ง

"ไม่มีการตอบสนอง" ผู้ตรวจบอกผู้บันทึก จากนั้นหันไปพูดกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้อ่อนโยนขึ้นเท่าไร "ออกประตูข้างนั้น ด้านนอกมีโต๊ะคืนค่าธรรมเนียมครึ่งหนึ่ง เอาป้ายหมายเลขไปแสดง"

ชายหนุ่มปล่อยมือ เขาไม่ได้เถียงหรือถามอะไร เพียงเช็ดฝ่ามือกับกางเกงแล้วเดินออกไปทางประตูข้าง ประตูนั้นไม่ได้อยู่ด้านหลังหรือถูกซ่อนไว้ มันเป็นประตูธรรมดาบานหนึ่งที่มีคนเฝ้า และมีแสงแดดส่องเข้ามาตอนเปิด

ถึงตอนนี้จิ้งเหอจึงเข้าใจว่า ข่าวลือของลู่หมิงถูกอยู่ครึ่งหนึ่ง คนที่ไม่มีการตอบสนองเลยออกไปทันทีจริง แต่ไม่มีใครประกาศว่าไม่ผ่าน และไม่มีใครพยายามรักษาหน้าให้เขาด้วย มันเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น

การคืนค่าธรรมเนียมครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาเผลอคิดต่อว่า ถ้าหลิงเยว่ตรวจคนวันละหลายร้อย ในร้อยคนจะมีสักกี่คนที่ไม่มีการตอบสนองเลย ก่อนจะรู้ตัวว่ากำลังนั่งคิดบัญชีให้สำนักอื่นอยู่

คนที่หกกับคนที่เจ็ดได้ผลธรรมดา คนที่แปดเป็นเด็กหนุ่มแต่งกายดี มีบ่าวยืนรออยู่ที่ประตูหน้า ชามไฟของเขาสั่นแรงจนน้ำกระเซ็นออกมาถูกขอบโต๊ะ ผู้ตรวจอ่านผลว่า "ไฟ หก" แล้วใช้ผ้าที่เหน็บเอวเช็ดโต๊ะไปพร้อมกัน เด็กหนุ่มเดินไปหลังฉากด้วยท่าทางของคนที่ได้ในสิ่งที่คาดไว้แล้ว ไม่ได้ดีใจเกินกว่านั้น

คนที่เก้าทำให้คนบนม้านั่งขยับตัว

นางเป็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบ ร่างสูง ผิวหน้าหยาบเพราะแดดลม แขนเสื้อด้านขวามีรอยปะสองแห่ง ผู้บันทึกขานชื่อว่ากู่หลานอิน ตอนนางจับด้าม ชามที่สั่นเป็นใบแรกคือใบที่เจ็ด อักษรอสนี

ระลอกบนผิวน้ำของชามนั้นไม่เหมือนชามอื่น ของชามอื่นขยายออกเป็นวงกลมเรียบ ๆ แต่ของชามนี้แตกเป็นริ้วถี่เหมือนผิวบ่อตอนมีฝนเม็ดใหญ่ตกลงมา มีเสียงแผ่วเบาคล้ายทรายเม็ดเล็กกระทบกระดาษ ริ้วน้ำวิ่งไปจนถึงวงที่ห้า ต่อมาชามทองก็สั่นตามไปถึงวงที่สาม

"อสนี ห้า ทอง สาม" ผู้ตรวจพูด แล้วเสริมกับผู้บันทึกว่า "ใส่เครื่องหมายส่งห้องสอง"

ชายชราคนหนึ่งบนม้านั่งแถวหน้าหันไปกระซิบกับหลานว่า "ธาตุอสนีนั่น หายากนะ" หลานชายของเขาพยักหน้าอย่างตื่นเต้น

ผู้ตรวจคงได้ยิน แต่เขาไม่ได้แก้ให้ชายชรา เขาเพียงหันไปบอกผู้บันทึกว่า "เช้านี้คนที่สี่แล้วใช่ไหม"

"คนที่ห้าขอรับ" ผู้บันทึกตอบโดยไม่เงยหน้า

ในหานเฉียว ไม่มีใครรู้จักผู้บำเพ็ญธาตุอสนีเลยสักคน คนจึงเล่ากันว่ามันหายากนัก แต่สำหรับชายที่นั่งอ่านชามน้ำมาตั้งแต่เช้า นั่นเป็นเพียงคนที่ห้าของวัน

"เสิ่นจิ้งเหอ"

เขาลุกขึ้น ขาตึงนิดหน่อยจากการนั่งนาน ตอนเดินไปที่โต๊ะ เขานึกได้ว่ายังไม่ได้เช็ดมือ ฝ่ามือเขาชื้นเหงื่อ แต่ก็ไม่มีเวลาจะทำอะไรแล้ว

ด้ามทองแดงเย็นกว่าที่คิด

"ไม่ต้องบีบ" ผู้ตรวจพูด ตาของเขามองอยู่ที่ชามน้ำ ไม่ได้มองหน้าจิ้งเหอ "หายใจตามปกติ"

จิ้งเหอคลายนิ้วลง

นิ้วของผู้ตรวจแตะลงบนหลังมือขวาของเขา

สิ่งแรกที่เขารู้สึกไม่ใช่ความชาหรือความร้อน มันคล้ายกับตอนเดินเข้าไปในห้องเก็บของที่ปิดทิ้งไว้ทั้งฤดูร้อน อากาศในนั้นมีน้ำหนักต่างจากข้างนอก ทั้งที่มองไม่เห็นอะไรเลย สิ่งนั้นแทรกเข้ามาทางผิวหนังตรงที่นิ้วแตะ ไหลเลาะไปทางข้อมือ แล้วกระจายออกเป็นสองสายอย่างไม่ลังเล ราวกับน้ำที่รู้แล้วว่าร่องไหนลึกกว่า

แทบไม่มีช่วงหยุดระหว่างนั้นกับตอนที่ชามใบที่แปดเริ่มขยับ

ผิวน้ำในชามแสงไม่ได้สั่นเป็นระลอกคลื่น มันเรืองขึ้นมา แสงนั้นไม่จ้า คล้ายแสงแดดยามเช้าที่สะท้อนบนผิวน้ำในอ่าง แต่ห้องนี้ไม่มีหน้าต่างอยู่เหนือโต๊ะ วงแสงเริ่มจากกลางชามแล้วขยายออกช้า ๆ ผ่านวงสลักวงที่สาม วงที่สี่ วงที่ห้า แล้วไปหยุดอยู่ระหว่างวงที่หกกับวงที่เจ็ด ขอบของมันไม่คมชัด ค่อย ๆ จางลงเหมือนหมึกซึมลงบนกระดาษเนื้อหยาบ

แล้วชามอสนีข้าง ๆ ก็แตกริ้ว

เสียงเหมือนทรายกระทบกระดาษดังขึ้นอีกครั้ง ริ้วน้ำวิ่งผ่านวงที่สี่ไปแตะวงที่ห้า ปลายระลอกบางเส้นกระโดดข้ามเลยไปอีกเล็กน้อยแล้วหายไป

จิ้งเหออยากก้มลงไปดูใกล้ ๆ แต่เขาบังคับตัวเองให้หายใจเหมือนเดิม และไม่ขยับมือ

ผู้ตรวจไม่ได้อ่านผลทันที เขายกนิ้วออกจากหลังมือจิ้งเหอ รอจนแสงในชามแสงจางลงและริ้วในชามอสนีสงบ จากนั้นจึงย้ายแท่งทองแดงไปแตะแผ่นหินอีกจุดหนึ่ง เป็นจุดเดียวกับที่ใช้กับชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ไม่มีการตอบสนองเมื่อสักครู่ แล้วแตะหลังมือจิ้งเหออีกครั้ง คราวนี้แตะที่มือซ้าย

ผลออกมาเหมือนเดิม วงแสงไปหยุดที่เดิมโดยห่างกันไม่ถึงเส้นผม ส่วนริ้วอสนีครั้งนี้ไปไม่ถึงวงที่ห้า หยุดอยู่ก่อนเล็กน้อย

"แสง หก ต้นเจ็ด อสนี ห้า" ผู้ตรวจพูด "ครั้งที่สองอสนีได้สี่ปลาย ๆ ลงห้าไว้ หมายเหตุว่ามือซ้ายต่ำกว่า"

ผู้บันทึกเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เช้า เขามองจิ้งเหอราวกับเป็นตัวเลขที่ต้องจดให้ถูก ไม่ได้มองแบบคนที่ชื่นชมใคร แล้วก็ก้มลงเขียนต่อ

จิ้งเหอได้ยินเสียงม้านั่งข้างหลังลั่นเอี๊ยด มีคนขยับตัว ไม่มีใครพูดอะไร

"ยังไม่ต้องปล่อย" ผู้ตรวจพูด "ตอนข้าแตะครั้งแรก เจ้ารู้สึกอะไรตรงไหน"

คำถามนั้นทำให้จิ้งเหอลังเล เขาไม่ได้กลัวที่จะตอบ แต่เขารู้ว่าคำตอบอาจฟังดูเหมือนคนอวดตัว

"มีบางอย่างเข้ามาตรงที่นิ้วท่านแตะขอรับ" เขาพูด "ไม่ร้อน ไม่ชา หนักเหมือนอากาศในห้องที่ปิดไว้นาน ๆ มันไหลไปทางข้อมือแล้วแยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งไปทางนิ้วโป้ง อีกทางไปตามแนวกระดูกด้านนอก ทางที่ไปนิ้วโป้งเร็วกว่า ครั้งที่สองที่มือซ้าย ข้ารู้สึกว่ามันเข้ามาช้ากว่าครั้งแรกเล็กน้อย ข้าไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมือซ้ายหรือเพราะท่านใส่มาน้อยลงขอรับ"

ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาก่อนเขาจะคิดทัน

ผู้ตรวจมองหน้าเขาตรง ๆ เป็นครั้งแรก

"ข้าไม่ได้ใส่น้อยลง" เขาพูด แล้วหันไปทางผู้บันทึก "เขียนเพิ่มว่า รับรู้เส้นทางนำเข้าได้ แยกสองสาย บอกความเร็วต่างได้ ส่งห้องสองพร้อมหมายเหตุสัมผัส"

"ปล่อยมือได้ ไปหลังฉาก"

จิ้งเหอปล่อยมือ ฝ่ามือทั้งสองยังรู้สึกถึงความเย็นของทองแดงอยู่ แต่ใต้ความเย็นนั้นมีอะไรบางอย่างที่ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว คล้ายรอยที่ยังค้างอยู่หลังจากยกของหนักเป็นเวลานาน

ตอนเขาเดินผ่านม้านั่ง ชายชราที่เคยกระซิบเรื่องธาตุอสนีมองตามเขามา จิ้งเหอได้ยินคนเรียกชื่อคนต่อไปก่อนที่เขาจะเดินถึงฉากไม้ไผ่เสียอีก

-----

หลังฉากเป็นห้องแคบยาวที่มีทางเดินไปอีกห้องหนึ่ง เจ้าหน้าที่ที่นั่งรออยู่เป็นหญิงวัยกลางคน ผมเกล้าแน่น นางรับแผ่นไม้ที่ผู้บันทึกส่งผ่านช่องเล็ก ๆ ในฉากมาจากอีกฝั่ง อ่านแล้วชี้ไปทางประตูด้านขวา

"ห้องสอง นั่งแถวที่สาม"

ห้องสองมีคนนั่งรออยู่แล้วราวสิบคน กู่หลานอินนั่งอยู่แถวแรก นางพับแขนเสื้อที่มีรอยปะขึ้นมาดูรอยแดงบนฝ่ามือตัวเอง เด็กหนุ่มธาตุไฟนั่งอยู่แถวเดียวกันกับนาง เมิ่งเสี่ยวถางไม่ได้อยู่ในห้องนี้ จิ้งเหอเดาว่านางคงถูกส่งไปอีกห้องหนึ่ง และไม่รู้ว่าเป็นห้องที่ดีกว่าหรือแย่กว่า

ห้องสองไม่มีชามน้ำ มีแต่โต๊ะเตี้ยตัวยาวที่ผนังด้านหนึ่ง บนโต๊ะวางก้อนหินสีขาวขุ่นขนาดเท่ากำปั้นเรียงห่างกันเป็นระยะ ก้อนแรกอยู่ห่างจากเสื่อที่ผู้สมัครนั่งราวสองก้าว ก้อนสุดท้ายอยู่เกือบชิดผนังฝั่งตรงข้าม ห่างออกไปราวยี่สิบก้าว

ผู้ตรวจของห้องนี้เป็นชายหนุ่มอายุไม่มากกว่าจิ้งเหอเท่าไร เขาพูดเร็ว

"หลับตา ข้าจะจุดหินก้อนหนึ่ง เมื่อรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไปในห้อง ให้ยกมือ ชี้ไปทางที่รู้สึก ไม่ต้องเดา ถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ต้องยก ยกผิดไม่ได้หักคะแนน แต่ยกมั่วจะดูออก"

ผู้สมัครในห้องสองถูกเรียกขึ้นไปนั่งทีละคน จิ้งเหอนั่งรออยู่แถวที่สาม เขาจึงได้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยกมือได้เมื่อผู้ตรวจจุดหินก้อนที่หนึ่งหรือสอง บางคนยกได้ถึงก้อนที่สาม เด็กหนุ่มธาตุไฟยกมือได้ที่ก้อนที่สี่ แต่ชี้ผิดทางหนึ่งครั้ง กู่หลานอินยกได้ที่ก้อนที่ห้า และชี้ถูกทุกครั้ง นางชี้แบบไม่ลังเล ปลายนิ้วตรงนิ่ง ราวกับกำลังชี้บอกทางให้คนแปลกหน้าบนถนนที่นางเดินผ่านมาทุกวัน

เมื่อถึงคิวของจิ้งเหอ เขานั่งลงบนเสื่อแล้วหลับตา

ความมืดหลังเปลือกตาเต็มไปด้วยเสียง เสียงลมหายใจของคนที่นั่งรอ เสียงรองเท้าผู้ตรวจเดินไปตามแนวโต๊ะ เสียงไอของใครสักคนในห้องข้าง ๆ เขาพยายามไม่ฟังเสียงรองเท้า เพราะรู้ว่าจะทำให้เดาได้ว่าผู้ตรวจยืนอยู่ตรงไหน และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกทดสอบ

ครั้งแรก เขารู้สึกได้ทันที ทางซ้ายด้านหน้า ใกล้มาก เหมือนมีคนเปิดประตูห้องเก็บของบานนั้นอีกครั้ง เขายกมือชี้

ครั้งที่สอง ไกลออกไปทางขวา เขายกมือชี้

ครั้งที่สามเขาพลาด

เขารู้สึกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นทางกลางห้อง จึงยกมือชี้ไป ผู้ตรวจไม่ได้พูดอะไร เมื่อเขาลืมตาขึ้นในภายหลัง เขาจึงรู้ว่าหินก้อนที่ถูกจุดในครั้งนั้นอยู่ชิดผนังด้านซ้ายสุด สิ่งที่เขารู้สึกทางกลางห้องคงเป็นร่องรอยที่เหลืออยู่ของหินก้อนที่สอง ซึ่งยังไม่ทันจางหายไป

หลังจากนั้นเขารู้ว่าต้องรอให้ความรู้สึกเก่าจางลงก่อน แล้วค่อยฟังหาความรู้สึกใหม่ ครั้งที่สี่ห้าและหก เขาชี้ถูก ครั้งที่เจ็ดเป็นหินก้อนไกลที่สุด เขารู้สึกได้ช้ากว่าครั้งอื่นพอสมควร และเกือบคิดว่าไม่มีอะไร แต่ที่มุมขวาสุดของความมืดมีความหนักบาง ๆ อยู่จุดหนึ่ง เหมือนกลิ่นของอะไรบางอย่างที่เพิ่งมีคนยกผ่านไป

เขายกมือช้า ๆ แล้วชี้ไป

"ลืมตาได้" ผู้ตรวจหนุ่มพูด เขาจดอะไรบางอย่างลงบนแผ่นไม้ของจิ้งเหอเป็นเวลานานกว่าที่จดให้คนก่อนหน้า "ครั้งที่สามเจ้าชี้ไปก้อนที่สองที่ยังไม่ดับ ถูกต้อง ครั้งต่อไปเจ้าแก้เองได้ ไปรอข้างนอก บ่ายนี้มีช่วงที่สอง"

จิ้งเหอลุกขึ้น ขาทั้งสองชาจากการนั่งพับเพียบ

ข้างนอกเป็นลานเล็ก ๆ มีร่มไม้และถังน้ำดื่มพร้อมกระบวยสองอัน กู่หลานอินนั่งอยู่บนขอบกำแพงเตี้ย กำลังแกะก้อนแป้งนึ่งที่ห่อใบบัวออกกิน นางเห็นจิ้งเหอตอนเขาเดินมาตักน้ำ

"ครั้งที่สามเจ้าชี้ผิดใช่ไหม" นางพูดโดยไม่รอให้ใครแนะนำตัว "ข้าก็ผิดตอนเดียวกัน แต่ข้าไม่ยกมือ ข้ารู้สึกว่ามันมีสองอัน เลยรอ ท่านผู้ตรวจคนนั้นจุดก้อนเดิมซ้ำให้ทุกคนตรงลำดับนั้น ข้าว่าเขาตั้งใจ"

จิ้งเหอถือกระบวยค้างไว้ เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย

"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจุดลำดับเดิมให้ทุกคน"

"ข้านั่งแถวหน้า ก็นับเอา" นางกัดแป้งนึ่งคำหนึ่ง "บ้านข้าเลี้ยงผึ้ง เราต้องนับว่ารังไหนออกก่อนออกหลัง ไม่งั้นจะรู้ไม่ได้ว่านางพญาในรังไหนป่วย กินไหม ข้าซื้อมาสามก้อน นึกว่าจะหิวกว่านี้"

จิ้งเหอรับมาหนึ่งก้อน มันเย็นแล้วและค่อนข้างแข็ง แต่เขาก็กินจนหมด

ในลานนั้นไม่มีใครรู้ว่าบ่ายนี้จะเป็นอย่างไร ผู้สมัครคนหนึ่งเดินวนไปมาตามแนวกำแพงไม่หยุด เด็กหนุ่มธาตุไฟส่งบ่าวไปซื้อชาจากร้านข้างนอก เมื่อบ่าวกลับมาไม่ได้ พวกเขาจึงต้องตะโกนคุยกันข้ามรั้ว ส่วนจิ้งเหอนั่งลงใต้ร่มไม้ เปิดมือทั้งสองข้างออกดู

ฝ่ามือเขาเป็นฝ่ามือธรรมดา มีรอยด้านจากการจับด้ามลูกคิดและพู่กันมาหลายปี ไม่มีแสง ไม่มีอะไรไหลเวียนอยู่ในนั้น สิ่งที่เขารู้สึกตอนจับด้ามทองแดงเป็นของที่ผู้ตรวจส่งเข้ามา ไม่ใช่ของเขา ร่างกายของเขาเพียงรู้ว่าจะส่งมันไปทางไหน

แสงกับอสนี

เขาพูดสองคำนั้นซ้ำในใจ ไม่ใช่เพราะมันเป็นสิ่งที่หายากที่สุดในห้องนั้น เพราะเขาเพิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่ แต่เพราะมันเป็นของเขา

คืนหนึ่งตอนเขาอายุสิบสี่ เขาปีนขึ้นหลังคาคลังสินค้าเพื่อจดตำแหน่งดาวสามดวงที่อยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออก ฟ้าผ่าลงมาที่ต้นหลิวริมแม่น้ำห่างไปราวครึ่งลี้ แสงนั้นทำให้เขาตาพร่าไปพักใหญ่ จนเขาจดตำแหน่งดาวดวงที่สามผิด และต้องรออีกสามคืนกว่าฟ้าจะเปิด อวี้หนิงบ่นเขาเรื่องนั้นอยู่เป็นเดือน เพราะเขาเหยียบกระเบื้องหลังคาแตกไปสองแผ่น

เขาไม่ได้คิดว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาเพียงนึกขึ้นมาเท่านั้น

กู่หลานอินลุกขึ้นไปตักน้ำอีกกระบวย เสียงระฆังเล็กดังมาจากในอาคาร และมีคนเดินออกมาเรียกกลุ่มสิบเจ็ดให้ไปรวมตัว

ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป