ชิงจิ้นปรากฏขึ้นก่อนกลางวันของวันที่แปด เป็นเมืองที่ใหญ่กว่าหานเฉียวเกือบสองเท่า ล้อมด้วยกำแพงหินสูงที่มีหอสังเกตการณ์เรียงรายทุกระยะ ต่างจากหานเฉียวตรงที่ประตูเมืองแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งสำหรับสินค้าและคนทั่วไป มีคิวเกวียนยาวรอตรวจสินค้า อีกฝั่งมีป้ายเขียนกำกับว่าเป็นทางสำหรับผู้ถือใบรับรองจากสำนักต่าง ๆ คนที่เดินผ่านฝั่งนั้นแทบไม่ต้องรอคิวเลย
จิ้งเหอเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านประตูฝั่งนั้นด้วยฝีเท้าที่เบาผิดปกติ ราวกับพื้นดินไม่มีน้ำหนักถ่วงเท้าพวกเขาเท่าคนทั่วไป ชายในชุดผ้าสีฟ้าอ่อนคนหนึ่งกระโดดข้ามแอ่งน้ำใหญ่บนถนนได้อย่างเบาสบายโดยไม่ต้องออกแรงย่อขาเท่าคนปกติ ลู่หมิงที่ยืนข้าง ๆ อ้าปากค้างจนโจวเหิงต้องเตือนให้หุบปากก่อนแมลงจะบิน
“นั่นแหละของจริง” โจวเหิงพูดเบา ๆ “ผู้บำเพ็ญระดับต้น ๆ เดินตัวเบาแบบนั้นได้ทั้งวันไม่เหนื่อย เจ้าอย่าไปจ้องนานนัก บางคนไม่ชอบให้คนธรรมดาจ้องมองแล้วแสดงสีหน้าตื่นเต้นเกินไป ยิ่งพวกที่มีศักดิ์สูงหน่อยยิ่งรำคาญ”
จิ้งเหอไม่ได้ตื่นเต้นเท่าลู่หมิง แต่เขาสังเกตจังหวะฝีเท้าเหล่านั้นอย่างละเอียด พยายามจดจำไว้เหมือนที่เคยจดตำแหน่งดาว — ไม่ใช่เพราะหวังจะเข้าใจมันตอนนี้ แต่เพราะสัญชาตญาณให้บันทึกสิ่งที่สังเกตซ้ำไม่ได้ง่าย ๆ ไว้เสมอ
หอสังเกตการณ์บนกำแพงมีธงเล็กปักอยู่หลายผืน แต่ละผืนมีตราสัญลักษณ์ต่างกัน โจวเหิงอธิบายว่าเป็นตราของสำนักต่าง ๆ ที่มีสำนักงานอยู่ในเมืองนี้ ไม่ใช่แค่หลิงเยว่สำนักเดียว ชิงจิ้นจึงไม่ได้เป็นเมืองของสำนักใดสำนักหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นจุดรวมที่หลายสำนักส่งคนมาตั้งจุดรับสมัครและรับซื้อของจากแดนมนุษย์ เพราะที่นี่อยู่กึ่งกลางระหว่างเส้นทางเข้าสู่เขตภูเขาที่ผู้บำเพ็ญอาศัยอยู่กับที่ราบที่ผู้คนธรรมดาทำมาหากิน
ภายในกำแพงเมือง ย่านใกล้ประตูฝั่งผู้บำเพ็ญเต็มไปด้วยร้านค้าที่จิ้งเหอไม่เคยเห็นในหานเฉียว ร้านขายวัตถุดิบเสริมปราณที่มีป้ายราคาเขียนด้วยตัวเลขสูงจนลู่หมิงต้องหรี่ตาอ่านซ้ำสองรอบ ร้านซ่อมกระบี่ที่มีเสียงตีเหล็กดังตลอดวัน สำนักงานรับรองเอกสารของสำนักต่าง ๆ ที่ตั้งเรียงกันเป็นแถวยาวราวกับถนนสายทั้งสายมีไว้เพื่อเรื่องเดียว บางแห่งมีคิวคนต่อยาวออกมาถึงถนน บางแห่งเงียบเหงาแทบไม่มีคนเข้า
ระหว่างเดิน มีขบวนม้าเล็กขบวนหนึ่งวิ่งผ่านกลางถนนอย่างรวดเร็วจนคนต้องหลบเข้าข้างทาง ผู้คนที่จำตราบนขบวนได้ต่างพากันหลีกทาง บางคนประสานมือคารวะ ลู่หมิงถามคนขายของข้างทางว่าเป็นใคร ได้คำตอบว่าเป็นคณะผู้ประเมินของสำนักหนึ่งกำลังเดินทางไปตรวจในเขตใกล้เคียง ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเมืองอย่างชิงจิ้นที่ผู้บำเพ็ญเดินสวนกับพ่อค้าขายผักบนถนนเดียวกันได้ทุกวัน
กลิ่นในย่านนี้ต่างจากหานเฉียวอย่างชัดเจน ไม่ใช่กลิ่นปลาแม่น้ำหรือกลิ่นเหล็ก แต่เป็นกลิ่นสมุนไพรแปลกตาที่ลอยออกมาจากร้านขายวัตถุดิบเสริมปราณปนกับควันธูปจากศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ตามมุมถนนเพื่อให้ผู้เดินทางไหว้ขอพรก่อนเข้าสอบ เสียงพ่อค้าเร่ขายเครื่องรางที่อ้างว่าช่วยเพิ่มโอกาสผ่านการตรวจดังแทรกอยู่ตามซอกตรอก โจวเหิงเพียงเตือนทั้งคู่ว่าอย่าเสียเงินกับของพวกนั้น เพราะทุกรอบตรวจก็มีคนตั้งแผงขายคำรับรองแบบเดียวกัน
ใกล้ประตูสำนักงานรับรองของสำนักหนึ่ง จิ้งเหอเห็นเกวียนหรูคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน มีคนรับใช้สี่ห้าคนยกหีบไม้แกะสลักลงจากเกวียนอย่างระมัดระวัง เด็กหนุ่มร่างเพรียวในชุดผ้าไหมเนื้อดีเดินตามหลังอย่างเชื่องช้า มีคนคอยกางร่มกันแดดให้ตลอดทาง เจ้าหน้าที่หน้าประตูโค้งคำนับต้อนรับแล้วพาเข้าไปทางประตูข้างที่ไม่มีคิว ขณะที่แถวคนธรรมดาซึ่งต่อยาวอยู่หน้าประตูหลักยังคงต้องรอเช่นเดิม ไม่มีใครในแถวโวยวายหรือแสดงความไม่พอใจออกมาดัง ๆ เพียงแต่บทสนทนาในแถวเงียบลงไปชั่วขณะก่อนกลับมาคุยกันตามเดิม ราวกับภาพแบบนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนเคยเห็นมาก่อนแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
โจวเหิงพาจิ้งเหอกับลู่หมิงไปส่งที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งใกล้ย่านตลาด ก่อนแยกตัวไปจัดการเรื่องขายสินค้าตามธุระเดิมของตน เจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นหญิงวัยกลางคนชื่อป้าเชียง คุ้นเคยกับผู้สมัครที่มาพักทุกรอบตรวจจนพูดได้เหมือนท่องจำ
“ค่าห้องรวมอาหารเช้ากับเย็นแล้ว ถ้าจะลงทะเบียนสำนักไหนก็ไปตามถนนสายนี้ เดินตรงไปสักครึ่งลี้จะเห็นป้ายหลิงเยว่แขวนอยู่ แล้วอย่าไปเชื่อคนที่บอกว่าจ่ายเงินพิเศษแล้วจะช่วยเร่งคิวได้ พวกนั้นหลอกเด็กใหม่ทุกรอบ เมื่อสามปีก่อนมีเด็กคนหนึ่งโดนเอาเงินไปหมดจนต้องเดินกลับบ้านเปล่า ๆ”
ป้าเชียงพาทั้งคู่เดินขึ้นบันไดไม้เก่าไปยังชั้นสอง มือชี้บอกตำแหน่งห้องน้ำรวมกับบ่อน้ำหลังโรงเตี๊ยมไปตลอดทาง น้ำเสียงคุ้นเคยราวกับพูดทุกอย่างนี้มาแล้วนับไม่ถ้วนในแต่ละรอบตรวจที่ผ่านมา “ถ้าหิวกลางดึกไปบอกคนครัวได้ ไม่คิดเงินเพิ่ม พวกเจ้ามาไกล อย่าอดข้าวเพราะเกรงใจ”
ห้องพักเล็กแต่สะอาด มีเตียงสองหลังคั่นด้วยหน้าต่างบานเล็กที่มองเห็นหลังคาเมืองไกลออกไป ที่โต๊ะกินข้าวชั้นล่างของโรงเตี๊ยม จิ้งเหอกับลู่หมิงนั่งกินข้าวเย็นร่วมโต๊ะกับผู้สมัครอีกคนหนึ่งชื่อเฉินอวี๋ หญิงสาววัยใกล้เคียงกันจากเมืองท่าทางใต้ที่มาตรวจเป็นครั้งที่สองแล้ว นางเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่าครั้งก่อนไม่ผ่านเพราะตื่นเต้นจนทำขั้นตอนพื้นฐานผิดพลาด ปีนี้จึงตั้งใจมาแต่เนิ่น ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับเมืองก่อนวันจริง
“ไม่ผ่านรอบแรกไม่ได้แปลว่าจบ” เฉินอวี๋พูดพลางตักข้าวเข้าปาก “แค่ต้องรู้ว่าตัวเองพลาดตรงไหนแล้วแก้ ปีนี้ข้าซ้อมหายใจมาทั้งปีเลย”
ลู่หมิงฟังแล้วยิ่งเงียบลง ก่อนหันมากระซิบถามจิ้งเหอเมื่อเฉินอวี๋ลุกไปเติมข้าว “ถ้าปีนี้ไม่ผ่านจริง ๆ เจ้าจะกลับมาลองอีกไหม”
“ยังไม่รู้” จิ้งเหอตอบตามจริง “อาจจะกลับ อาจจะไม่ ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นข้ารู้สึกยังไง แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าไม่คิดจะถอยก่อนได้ลองดูให้เต็มที่”
คืนนั้นลู่หมิงยังพูดถึงสิ่งที่เห็นในเมืองไม่หยุด ตั้งแต่ผู้บำเพ็ญหน้าประตู ไปจนถึงเด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมที่เดินเข้าประตูข้างโดยไม่ต้องรอคิว สุดท้ายจึงวกกลับมาถามว่าคนมีเงินสามารถซื้อผลตรวจที่ดีกว่าได้จริงหรือไม่
จิ้งเหอคิดอยู่เล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าซื้อผลตรวจได้ง่าย สำนักคงไม่ต้องส่งคนมาตรวจเองทุกครั้งหรอก แต่เงินช่วยให้เดินทางสบายกว่า พักใกล้กว่า ได้ข่าวเร็วกว่า หรือไม่ต้องเสียเวลาอยู่ในแถวเท่าคนอื่น เรื่องพวกนั้นเห็นอยู่กับตาแล้ว”
ลู่หมิงถอนหายใจ “อย่างไรก็ฟังไม่ยุติธรรมอยู่ดี”
“ก็ไม่ยุติธรรม” จิ้งเหอกล่าว “แต่พรุ่งนี้เรายังต้องไปต่อแถวอยู่ดี นอนเสียเถอะ”
เช้าวันถัดมาก่อนไปลงทะเบียน จิ้งเหอแวะไปที่ร้านเหอจี้ตามจดหมายแนะนำตัวของพ่อ ร้านตั้งอยู่ในย่านการค้าฝั่งคนทั่วไป ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมนัก เป็นร้านสองชั้นขายผ้าไหมกับเครื่องเขียนที่ดูมั่นคงพอสมควร เจ้าของร้านชื่อเหอต้าหยวน ชายวัยห้าสิบต้นที่พอเห็นตราประทับบนซองจดหมายก็ยิ้มกว้างทันที
“ลูกชายเสิ่นเหวินซื่อสินะ นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ทำการค้ากัน สิบปีได้มั้ง” เหอต้าหยวนพูดพลางเชิญให้นั่ง สั่งคนในร้านชงชามาต้อนรับ “มาตรวจศักยภาพหรือ พ่อเจ้าเขียนมาเล่าคร่าว ๆ แล้ว ถ้าต้องการอะไรในเมืองนี้บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
เขาอ่านจดหมายจนจบ พับกลับเข้าซองตามเดิมแล้วส่งคืนให้จิ้งเหอ
จิ้งเหอเก็บซองไว้กับตัว ก่อนเล่าคร่าว ๆ ว่ามาพักที่โรงเตี๊ยมของป้าเชียงแล้ว ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่ามาทักทายตามที่พ่อฝากมา เหอต้าหยวนฟังจนจบ ก่อนเล่าเรื่องเมืองชิงจิ้นให้ฟังเพิ่มเติมจากมุมของคนที่อยู่มานาน บุตรสาวคนโตของเหอต้าหยวนซึ่งช่วยดูแลร้านอยู่ด้วยแวะเข้ามาเติมน้ำชาให้ระหว่างนั้น ได้ยินเรื่องการตรวจศักยภาพก็แทรกขึ้นมาเล่าว่าเพื่อนบ้านละแวกร้านเพิ่งมีลูกชายผ่านการตรวจเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้เข้าไปฝึกอยู่ในเขตภูเขาแล้ว นาน ๆ ครั้งจึงจะส่งจดหมายกลับมาสักฉบับ
“เมืองนี้อยู่ได้เพราะพวกเรา คนธรรมดาที่ทำมาค้าขาย ผู้บำเพ็ญเองก็ต้องกินต้องใช้เหมือนคนทั่วไป แค่เขาไม่ต้องพึ่งเราเรื่องแรงงานหนักเท่านั้นเอง” เขาว่า “ถ้าเจ้าผ่านการตรวจ ก็อย่าลืมว่าเจ้ามาจากที่ไหน ถ้าไม่ผ่าน ก็แวะมาที่ร้านนี้ได้เสมอ ข้ายังพอมีงานให้ทำถ้าจำเป็น”
ก่อนกลับ เหอต้าหยวนใส่กระดาษเขียนหนังสือคุณภาพดีสองสามแผ่นให้ติดตัวไปเป็นของกำนัลเล็กน้อย จิ้งเหอรับไว้พร้อมขอบคุณ รู้สึกได้ว่าจดหมายแผ่นเดียวที่พ่อเตรียมไว้ให้นั้น หนักแน่นกว่าที่คิดไว้มาก
จากนั้นเขาเดินย้อนกลับมาสมทบกับลู่หมิงที่รอ ก่อนทั้งคู่เดินต่อไปตามถนนสายที่ป้าเชียงบอกจนถึงป้ายไม้แกะสลักคำว่า “หลิงเยว่” แขวนอยู่หน้าอาคารหินสองชั้น มีคิวคนยาวไปจนสุดตรอก ทั้งเด็กหนุ่มสาวจากเมืองเล็กหลายแห่งที่แต่งกายต่างกันไปตามฐานะ บางคนมีคนรับใช้ถือของตามมาส่ง บางคนมาตัวเปล่าเหมือนลู่หมิง มีเสียงคุยกันเบา ๆ ปนความตื่นเต้นและความกังวลอยู่ตลอดแนวคิว
จิ้งเหอมองแถวคิวที่ยาวออกไปไม่เห็นปลาย แล้วหยิบจดหมายแนะนำตัวของพ่อออกมาพลิกดูอีกครั้งก่อนเก็บกลับเข้าที่เดิม ไม่ใช่เพราะคิดจะใช้มันตอนนี้ แต่เพราะอยากมั่นใจว่ามันยังอยู่ครบ
เสียงเจ้าหน้าที่หน้าประตูตะโกนแบ่งแถวเป็นช่วง ๆ ตามจำนวนคนที่รับได้ในแต่ละรอบ ลมเช้ายังพัดเย็นอยู่บ้าง แต่แถวคิวที่ยืนแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มทำให้อากาศรอบตัวอบอ้าวขึ้นทีละน้อย ลู่หมิงยืนขยับเท้าไปมาอย่างกระวนกระวาย ในขณะที่เห้อจื่อหมิงซึ่งแวะมาส่งของให้ก่อนแยกทางไปทำธุระของบ้านตัวเอง ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ก่อนโบกมือลาแล้วเดินจากไป
“จำได้ไหมว่าเข้าคิวกันตั้งแต่ตีห้า” ลู่หมิงพูดพลางยืดตัวมองไปข้างหน้า “กว่าจะถึงประตูคงเที่ยงแล้วมั้ง”
“ก็รอไป” จิ้งเหอตอบเรียบ ๆ “อย่างน้อยเราก็มาถึงตั้งแต่เช้าจริง ดีกว่าคนที่เพิ่งมาสายแล้วต้องต่อท้ายแถวยาวกว่านี้อีก”
---