การลงทะเบียนใช้เวลาทั้งวัน ไม่ใช่เพราะขั้นตอนซับซ้อน แต่เพราะจำนวนคนที่มามากกว่าที่เจ้าหน้าที่รับมือไหว โต๊ะแรกตรวจเอกสารยืนยันตัวตนและถิ่นที่มา โต๊ะที่สองรับใบรับรองจากผู้ปกครองหรือผู้ค้ำประกัน จิ้งเหอยื่นเอกสารที่พ่อเตรียมไว้ให้อย่างละเอียดตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน เสมียนหนุ่มหน้าโต๊ะชื่อเหวินเชาตรวจผ่านอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องถามซ้ำ
“ค่าธรรมเนียมตรวจจ่ายที่โต๊ะสาม สุขภาพเบื้องต้นตรวจที่อาคารด้านหลัง จากนั้นรอเรียกชื่อตามกลุ่มที่ลาน” เหวินเชาท่องซ้ำ ๆ ราวกับพูดประโยคเดียวกันมาแล้วหลายร้อยรอบในวันนั้น
อาคารด้านในกว้างกว่าที่มองจากภายนอกมาก แบ่งเป็นแถวโต๊ะเรียงยาวหลายแถว แต่ละแถวมีป้ายเลขกำกับ เจ้าหน้าที่คอยตะโกนเรียกให้คนเดินไปตามแถวที่ว่าง เสียงพูดคุย เสียงกระดาษเสียดสี และเสียงตราประทับกระทบโต๊ะดังปนกันจนแทบฟังไม่ออกว่าใครพูดอะไรกับใคร
คนตรงหน้าลู่หมิงในคิวเป็นชายหนุ่มที่ยื่นเอกสารมาไม่ครบ ขาดหนังสือยืนยันถิ่นที่มาฉบับหนึ่ง เหวินเชาอธิบายซ้ำสองรอบว่าไม่สามารถผ่านโต๊ะนี้ได้จนกว่าจะมีเอกสารยืนยันตัวตนครบ ชายหนุ่มพยายามต่อรองอยู่พักหนึ่งก่อนถูกเจ้าหน้าที่คนอื่นเชิญออกไปนั่งรอที่มุมห้องเพื่อคิดหาทาง ไม่มีใครในคิวแสดงความสงสารหรือรังเกียจเป็นพิเศษ เพราะทุกคนรู้ว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอในวันแรก
เมื่อถึงคิวลู่หมิง เหวินเชาตรวจเอกสารของเขาอย่างละเอียดกว่าจิ้งเหอเล็กน้อย เพราะลายมือบนใบรับรองของบิดามารดาเขียนไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหา เหวินเชาจดชื่อ อายุ และเมืองต้นทางลงสมุดทะเบียนอย่างรวดเร็ว ก่อนยื่นแผ่นป้ายไม้สลักหมายเลขให้คนละแผ่น
“เก็บป้ายนี้ไว้ตลอดจนจบการตรวจ หายแล้วต้องเสียเวลาพิสูจน์ตัวตนใหม่ทั้งหมด” เขาเตือนเป็นประโยคสุดท้ายก่อนเรียกคนถัดไป
โต๊ะที่สองอยู่ถัดไปไม่ไกล เป็นจุดตรวจใบรับรองผู้ค้ำประกัน เจ้าหน้าที่ประจำโต๊ะนี้เป็นชายวัยกลางคนที่ตรวจตราประทับของแต่ละบ้านอย่างพิถีพิถัน เพราะเอกสารส่วนนี้ใช้ยืนยันว่าข้อมูลของผู้สมัครสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หากภายหลังเกิดปัญหาเรื่องตัวตนหรือภูมิหลัง จิ้งเหอยื่นเอกสารของบ้านเสิ่นที่มีตราประทับร้านค้าประจำเมืองหานเฉียวกำกับชัดเจน เจ้าหน้าที่พลิกดูสองรอบก่อนถามเพียงสั้น ๆ
“กิจการที่บ้านทำอะไร”
“ค้าส่งเหล็กกับเครื่องมือ มีส่วนแบ่งในเรือขนของด้วยขอรับ”
เจ้าหน้าที่ตรวจตราประทับอีกครั้ง จากนั้นจึงประทับตรายืนยันแล้วส่งเอกสารคืน คนถัดไปในคิวเป็นเด็กสาวที่ยื่นใบรับรองมาแต่ตราประทับเลือนจนอ่านไม่ออก เจ้าหน้าที่ต้องเรียกหัวหน้ามาช่วยตัดสินว่าจะยอมรับหรือไม่ เด็กสาวยืนกุมมือแน่นรอคำตอบอยู่นานพอสมควรก่อนได้รับอนุญาตให้ผ่านไปได้ในที่สุด เสียงถอนหายใจโล่งอกของเธอดังพอให้คนแถวหลังได้ยิน
โต๊ะสามมีคนต่อคิวน้อยกว่าโต๊ะตรวจเอกสาร เจ้าหน้าที่ประจำโต๊ะเป็นหญิงสูงอายุที่นั่งนับเหรียญเงินอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่มองหน้าใคร ด้านหลังโต๊ะมีป้ายไม้เขียนตัวเลขจำนวนที่นั่งที่สำนักหลิงเยว่เปิดรับปีนี้ กับจำนวนผู้ลงทะเบียนสะสมจนถึงเช้านี้ ตัวเลขทั้งสองต่างกันมากจนลู่หมิงต้องอ่านซ้ำสองรอบ
“ปีที่แล้วรับเท่าไรกันแน่” ลู่หมิงถามเสียงเบา
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่คนที่นี่บอกว่าปีนี้เปิดรับมากกว่าหลายรอบก่อนแล้ว” จิ้งเหอตอบ นึกถึงคำที่พ่อค้าคู่ค้าเก่าของพ่อเคยพูดถึงเรื่องกำลังคนที่สำนักสูญเสียไปเมื่อสามปีก่อน “ต่อให้มากกว่าปกติ ก็ไม่ได้แปลว่าง่ายขึ้นเท่าไรหรอก แค่มีที่ให้ลองมากกว่าเดิม”
ลู่หมิงนับเงินในถุงผ้าของตัวเองสองรอบก่อนยื่นให้เจ้าหน้าที่ มือสั่นเล็กน้อยจนจิ้งเหอต้องเอื้อมมือช่วยจับถุงให้นิ่ง
“เงินพอไหม” จิ้งเหอถามเบา ๆ
“พอ...แค่ตอนจ่ายจริงมันรู้สึกหนักกว่าตอนนับที่บ้านเฉย ๆ” ลู่หมิงตอบพลางหัวเราะแห้ง ๆ “เงินก้อนนี้พ่อแม่ข้าเก็บมาสามปีนะ”
การตรวจสุขภาพเบื้องต้นอยู่ในอาคารหลังหนึ่งที่มีหมอประจำสำนักหลายคนสลับกันตรวจคนเป็นแถว วัดชีพจร ตรวจตา ตรวจว่ามีโรคติดต่อหรืออาการบาดเจ็บร้ายแรงที่ขัดกับการฝึกหรือไม่ หมอหญิงสูงวัยคนหนึ่งจับข้อมือจิ้งเหอตรวจตามขั้นตอน ก่อนขีดเครื่องหมายลงบนแผ่นบันทึก
“ชีพจรมั่นคง ร่างกายแข็งแรงดี เคยออกแรงหนักสม่ำเสมอหรือ”
“ช่วยงานคลังที่บ้านมาหลายปีขอรับ”
“อืม ผ่าน”
นางเรียกคนถัดไปโดยไม่ถามอะไรอีก
ลู่หมิงที่ตรวจถัดจากเขาถูกซักถามนานกว่าเล็กน้อย เพราะฝ่าเท้าข้างหนึ่งยังมีรอยพองแตกจากช่วงที่รองเท้าขาดก่อนขึ้นขบวน หมออีกคนตรวจดูแล้วเห็นว่าเป็นเพียงแผลตื้น จึงให้ผ่านพร้อมกำชับว่าอย่าปล่อยให้แผลอักเสบ ลู่หมิงโล่งอกจนแทบประสานมือขอบคุณหมอกลางแถว
ลานด้านนอกอาคารเต็มไปด้วยคนที่ผ่านขั้นตอนแรกมาแล้ว นั่งรอเป็นกลุ่มตามป้ายตัวเลขที่ได้รับ บางคนนั่งเงียบซ้อมท่าหายใจตามที่เคยอ่านมาจากตำรา บางคนจับกลุ่มคุยกันเสียงดังคลายเครียด มีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งร้องไห้เบา ๆ อยู่มุมลาน เพื่อนข้างตัวปลอบอยู่พักหนึ่งก่อนทั้งคู่ลุกเดินออกจากลานไปโดยไม่กลับมาอีก ไม่ไกลจากนั้นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งเงียบอยู่คนเดียว มือกำป้ายตัวเลขแน่นผิดปกติ ลู่หมิงกระซิบถามคนข้าง ๆ ว่ารู้จักเขาไหม ได้คำตอบว่าเป็นการมาตรวจครั้งสุดท้ายของชายคนนั้นแล้ว เพราะปีหน้าอายุจะเกินเกณฑ์ที่สำนักรับพอดี
“ถ้าเจ้าไม่ผ่านครั้งนี้ยังมีรอบหน้าให้ลอง” ลู่หมิงพูดกับจิ้งเหอเบา ๆ หลังได้ยินเรื่องนั้น “แต่บางคนไม่มีรอบหน้าให้รออีกแล้ว”
ถัดจากนั้นไม่ไกล มีกลุ่มเด็กหนุ่มสามสี่คนจากเมืองเดียวกันนั่งจับกลุ่มพนันกันเล่น ๆ ว่าใครจะผ่านมากที่สุดในกลุ่ม เสียงหัวเราะดังเป็นระยะราวกับพยายามกลบความประหม่าที่แท้จริง ส่วนอีกมุมหนึ่งมีเด็กหนุ่มร่างเพรียวคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวไม่ห่างจากประตูทดสอบมากนัก แต่งกายดีกว่าคนส่วนใหญ่ในลาน มีคนรับใช้ยืนถือน้ำรอให้อยู่ข้างหลังหนึ่งคน เขาไม่ได้พูดคุยกับใคร เพียงนั่งหลับตาทบทวนอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ไม่ต่างจากคนอื่นในลานมากนักเมื่อถึงเวลาที่ต้องรอคอยแบบนี้ ไม่ว่าจะมีฐานะมากน้อยเพียงใดก็ตาม
จิ้งเหอมองชายคนนั้นก่อนก้มดูป้ายไม้ในมือตัวเอง ตอนรับมามันเป็นเพียงหมายเลขสำหรับจัดคิว แต่พอนั่งรออยู่ท่ามกลางคนที่มาถึงปลายโอกาสของตัวเอง ป้ายชิ้นเดิมก็ดูต่างออกไปเล็กน้อย
เฉินอวี๋เดินผ่านมาทักทายระหว่างรอ นั่งคุยด้วยอยู่พักหนึ่งก่อนถูกเรียกกลุ่มของตัวเองไปก่อน เธอโบกมือลาสั้น ๆ พร้อมพูดว่า “เจอกันตอนประกาศผลนะ ถ้าไม่เจอก็แปลว่าใครสักคนไม่ผ่าน” น้ำเสียงเบาแต่ไม่ได้ฟังดูหดหู่ เหมือนเป็นเรื่องที่เธอทำใจไว้ล่วงหน้าแล้ว
จิ้งเหอนั่งเงียบมองผู้คนรอบลานไปเรื่อย ๆ นึกถึงหานเฉียวที่ตอนนี้คงเข้าสู่ช่วงบ่ายของวันธรรมดาวันหนึ่งเช่นกัน อาเหลียงคงกำลังตรวจของที่คลัง อวี้หนิงคงกำลังต่อรองกับพ่อค้ารายไหนสักราย พ่อคงนั่งอยู่ในห้องบัญชีกับตะเกียงสองดวง และแม่คงกำลังจดบัญชีค่าใช้จ่ายของบ้านเหมือนทุกวัน ไม่มีใครในบ้านรู้ว่าตอนนี้เขานั่งอยู่ตรงไหนของเมืองที่ไกลออกไปหกถึงแปดวันโดยเกวียน ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้เขาเศร้า กลับทำให้ใจนิ่งลงอย่างประหลาด
มีเสียงเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเดินเวียนแจกน้ำดื่มให้ผู้ที่ยังรอคิวอยู่ในลาน เธอเดินผ่านมาหยุดตรงหน้าจิ้งเหอครู่หนึ่งก่อนถามว่ากินน้ำหรือยัง เมื่อเขาตอบว่ายัง เธอก็รินน้ำใส่ถ้วยไม้ไผ่ยื่นให้พร้อมพูดสั้น ๆ ว่า “รอคิวนาน อย่าลืมดื่มน้ำ หลายคนตื่นเต้นจนลืมกินลืมดื่มไปเลย พอถึงเวลาจริงเลยหน้ามืด” จิ้งเหอรับถ้วยมาขอบคุณ ดื่มจนหมดก่อนคืนถ้วยกลับไป รู้สึกขอบคุณในใจที่มีใครสักคนคิดถึงเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ท่ามกลางความวุ่นวายของทั้งเมือง
ลู่หมิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หยิบป้ายตัวเลขขึ้นมาพลิกดูซ้ำไปมาอย่างไม่มีจุดหมาย ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ โดยไม่มองหน้าใคร “ถ้าเราสองคนไม่ผ่านทั้งคู่ อย่างน้อยก็ได้กลับไปด้วยกัน ไม่ต้องเดินเท้าเปล่าคนเดียวเหมือนตอนมา”
“ถ้าผ่านทั้งคู่ก็ดีกว่า” จิ้งเหอตอบพลางยิ้มมุมปากเล็กน้อย ลู่หมิงหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วเลิกพลิกป้ายในมืออยู่พักหนึ่ง
บ่ายแก่ เสียงเจ้าหน้าที่เริ่มประกาศเรียกกลุ่มตามหมายเลขทีละกลุ่มให้เข้าไปยังอาคารทดสอบด้านในกำแพงชั้นสอง เสียงเรียกดังก้องผ่านลาน ทำให้เสียงคุยกันเบาลงทุกครั้งที่มีตัวเลขใหม่ถูกเอ่ยขึ้น
“กลุ่มสิบเจ็ด”
จิ้งเหอมองป้ายตัวเลขในมือตัวเองอีกครั้ง แล้วมองไปทางลู่หมิงที่ถือป้ายเลขต่างกันเพียงหนึ่งหมายเลข
“กลุ่มเจ้าอยู่ถัดจากข้าพอดี” จิ้งเหอบอก
“งั้นเดี๋ยวข้าตามไปติด ๆ” ลู่หมิงพยายามพูดให้ฟังเบาสบายเหมือนเดิม แต่มือที่กำป้ายตัวเลขยังคงเกร็งอยู่ “เดี๋ยวเจอกันข้างในนะ”
“เจอกัน” จิ้งเหอตอบ ก่อนหันไปมองชายวัยกลางคนที่นั่งเงียบอยู่คนเดียวอีกครั้งหนึ่ง เขาลุกขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อเสียงเรียกกลุ่มของตัวเองดังขึ้นเช่นกัน สีหน้ายังคงนิ่งราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างไว้แล้วล่วงหน้า
คนในกลุ่มสิบเจ็ดทยอยลุกขึ้นจากที่นั่งราวยี่สิบคน หน้าตาแตกต่างกันไปตามเมืองที่จากมา บางคนกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว บางคนพยายามยิ้มให้เพื่อนข้างตัวเพื่อให้ตัวเองดูมั่นใจกว่าที่เป็นจริง เจ้าหน้าที่เดินนับหัวคนในกลุ่มอีกครั้งเทียบกับบัญชี ก่อนพยักหน้าให้สัญญาณกับคนเฝ้าประตู
เมื่อเสียงเรียก “กลุ่มสิบเจ็ด” ดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง จิ้งเหอลุกขึ้นเดินไปรวมกับคนกลุ่มเดียวกันที่ทยอยเดินเข้าประตูอาคารทดสอบทีละคน ประตูไม้หนาบานใหญ่เปิดออกให้เห็นทางเดินยาวด้านใน มีตะเกียงเรียงอยู่ตามผนังเป็นช่วง ๆ
เขาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปโดยไม่หันกลับมองลานด้านหลังอีก
เบื้องหน้าสุดทางเดิน ประตูห้องทดสอบบานหนึ่งเปิดออก เจ้าหน้าที่ด้านในเรียกหมายเลขแรกของกลุ่มสิบเจ็ดให้ก้าวเข้าไป เสียงเครื่องมือกระทบกันดังตามมา คราวนี้ชัดกว่าตอนที่ยืนอยู่ข้างนอก