ขบวนเกวียนของโจวเหิงไม่ได้วิ่งเร็ว วันแรกกินเวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรับจังหวะม้าให้ลากของหนักโดยไม่เหนื่อยเกินไป และให้คนขับเกวียนคุ้นทางที่ยังไม่เคยผ่าน จิ้งเหอนั่งท้ายเกวียนคันที่บรรทุกผ้าไหมกับเครื่องเขียน มองภูมิประเทศที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากทุ่งนารอบเมืองไปเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับป่าโปร่ง
คนคุ้มกันสองคนของขบวนคนหนึ่งชื่อชิวกัง เป็นชายร่างสูงบึกบึนอายุราวสี่สิบ เคยเป็นทหารรักษาด่านชายแดนมาก่อนจะผันตัวมารับจ้างคุ้มกันขบวนสินค้าเพราะจ่ายดีกว่าและไม่ต้องเสี่ยงตายเท่ากัน เขาไม่ค่อยพูดกับใครนอกจากตรวจดูรอบขบวนเป็นระยะ แต่พอรู้ว่าจิ้งเหอจะไปตรวจศักยภาพก็เอ่ยขึ้นเองระหว่างพักม้า
“เห็นเด็กหนุ่มไปตรวจทุกปีที่ข้าคุ้มกันผ่านมา ครึ่งหนึ่งกลับมาพร้อมหน้าเศร้า อีกครึ่งไม่กลับมาอีกเลยเพราะเข้าสำนักได้” ชิวกังพูดพลางลับดาบเบา ๆ “เจ้าอย่าไปคิดมากกับตัวเลขนั้น มันไม่บอกอะไรเกี่ยวกับตัวเจ้าคนเดียวหรอก”
คืนแรกพักที่หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งริมทาง มีโรงเตี๊ยมเก่าหลังเดียวรองรับคนเดินทาง โจวเหิงจ่ายค่าที่พักให้ทุกคนในขบวนแบบเหมารวม เป็นเรื่องปกติที่เขาทำมาหลายปีจนเจ้าของโรงเตี๊ยมจำหน้าได้ทันทีที่เห็นเกวียนเข้ามาจอด หมู่บ้านนี้ไม่มีชื่อในแผนที่การค้าของบ้านเสิ่น มีเพียงบ่อน้ำกลางหมู่บ้านกับนาข้าวรอบทิศ ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำมาหากินจากการปลูกข้าวขายให้ขบวนเกวียนที่ผ่านทาง และรับซ่อมเกวียนเป็นรายได้เสริม จิ้งเหอเดินสำรวจรอบหมู่บ้านก่อนค่ำ เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นวิ่งไล่กันข้างบ่อน้ำ เสียงหัวเราะของพวกเขาดังไม่ต่างจากเด็กในหานเฉียวเลย ราวกับเป็นภาพเดียวกันที่เกิดขึ้นซ้ำในทุกเมืองทุกหมู่บ้านที่เขาผ่าน
วันที่สองผ่านไปโดยแทบไม่มีเหตุให้ต้องหยุดนาน ขบวนแวะพักม้าริมลำธารตอนเที่ยง ผ่านหมู่บ้านสองแห่งในช่วงบ่าย และถึงจุดพักก่อนตะวันตกดินไม่นาน สำหรับโจวเหิงกับคนขับเกวียน นั่นเป็นวันธรรมดาบนถนน แต่สำหรับจิ้งเหอ แม้กระทั่งความธรรมดาก็ยังมีเรื่องใหม่ให้เห็น—วิธีที่ขบวนสวนกันบนทางแคบ จุดใดมีบ่อน้ำให้เติมเสบียง หรือเหตุใดร้านเล็กริมทางบางแห่งจึงตั้งอยู่ห่างหมู่บ้านหลายลี้เพื่อรอค้ากับคนเดินทางโดยเฉพาะ
วันที่สาม ขบวนมาถึงทางแยกเล็ก ๆ ที่มีเกวียนอีกสองคันจอดรออยู่ เป็นครอบครัวพ่อค้าผ้าไหมนามสกุลเห้อ นำโดยเถ้าแก่เห้อวัยห้าสิบกับบุตรชายชื่อเห้อจื่อหมิง ทั้งคู่ต้องการรวมขบวนไปทางเดียวกันเพื่อความปลอดภัย เพราะเคยถูกปล้นเล็กน้อยแถวนี้เมื่อสองปีก่อน
“ไม่ใช่โจรใหญ่อะไรหรอก แค่คนจนแถวนี้บางกลุ่มที่หมดหนทางแล้วมาดักของเบา ๆ” เถ้าแก่เห้ออธิบายให้โจวเหิงฟังขณะเจรจาเรื่องรวมขบวน “แต่มีคนคุ้มกันไปด้วยก็อุ่นใจกว่าเยอะ”
ไม่ไกลจากเกวียนของตระกูลเห้อ มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนเท้าเปล่าอยู่ข้างทาง ห่อผ้าทั้งตัวมีเพียงใบเดียว
“จะไปชิงจิ้นด้วยหรือ” โจวเหิงถาม
“ไปตรวจศักยภาพขอรับ” ชายหนุ่มตอบเสียงดังฟังชัด “ข้าชื่อลู่หมิง มาจากเมืองข้างเหอลู่นี่เอง เดินมาได้ครึ่งทางแล้วรองเท้าขาดไปข้างหนึ่งพอดี ถ้าไม่มีใครรับก็คงต้องเดินเท้าเปล่าไปอีกครึ่งทาง”
โจวเหิงหัวเราะเสียงดังแล้วให้ขึ้นเกวียนคันเดียวกับจิ้งเหอ โดยคิดค่าโดยสารเล็กน้อย แลกกับการช่วยดูแลของระหว่างทาง
ลู่หมิงเป็นคนพูดมาก ต่างจากจิ้งเหอตรงที่แทบไม่มีความเงียบใดคงอยู่ได้เกินสิบก้าวเกวียน เขาเล่าเรื่องบ้านตัวเอง เล่าเรื่องที่เคยแอบดูคนคุ้มกันสำนักฝึกดาบข้างถนนตอนเด็กจนโดนพ่อลากหูกลับบ้าน เล่าเรื่องที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับการไปตรวจแต่สุดท้ายก็ยอมให้เงินติดตัวมาก้อนหนึ่งพร้อมคำสั่งเสียยาวเหยียดว่าอย่าไปทำเรื่องน่าอาย จิ้งเหอฟังมากกว่าพูด นาน ๆ ครั้งจึงตอบเมื่อมีสิ่งที่อยากตอบจริง ๆ
ช่วงพักบ่าย เห้อจื่อหมิงเอาสมุดบัญชีออกมานั่งตรวจใต้ร่มไม้ จิ้งเหอเหลือบเห็นว่าหน้ากระดาษแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นหลายช่วงมากกว่าบัญชีของบ้านเสิ่น จึงถามขึ้นด้วยความสนใจ
เห้อจื่อหมิงไม่ได้หวงวิชา เขาอธิบายว่าการค้าผ้าไหมของบ้านตนแยกค่าขนส่งตามช่วงถนน เพราะค่าด่าน ค่ารวมขบวน และความเสียหายจากฝนเปลี่ยนไปในแต่ละฤดู หากรวมทุกอย่างเป็นก้อนเดียวจะมองไม่ออกว่าเส้นทางใดกำไรกินต้นทุนมากเกินไป
จิ้งเหอฟังแล้วขอดูวิธีจดอยู่พักหนึ่ง ก่อนเล่าว่าบ้านเสิ่นใช้วิธีเทียบบัญชีคลังต้นทางกับปลายทางเพื่อไล่หาของที่หายระหว่างขนส่ง เห้อจื่อหมิงจึงเป็นฝ่ายถามต่อว่าพวกเขาแยกความเสียหายกับความคลาดเคลื่อนจากการนับอย่างไร
จากนั้นทั้งสองก็คุยเรื่องบัญชีกันเป็นระยะ ไม่ได้มีใครเป็นฝ่ายสอนอีกคนอยู่ฝ่ายเดียว วิธีของบ้านเห้อมีสิ่งที่จิ้งเหอไม่เคยใช้ ส่วนวิธีของบ้านเสิ่นก็มีรายละเอียดที่เห้อจื่อหมิงสนใจเช่นกัน
“เจ้าดูสงบกว่าคนอื่นที่จะไปตรวจเยอะเลยนะ” ลู่หมิงว่าวันหนึ่งขณะเกวียนแล่นผ่านป่าสน “ไม่กลัวเลยหรือ”
“กลัวก็ไม่ช่วยอะไร” จิ้งเหอตอบ “สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือไปถึงให้ปลอดภัยและเข้าใจว่าการตรวจเป็นยังไง ที่เหลือค่อยว่ากันตอนถึงจริง”
ลู่หมิงฟังแล้วสีหน้าผ่อนลงก่อนยิ้มกว้าง “พูดแบบนี้กลับทำให้ข้าใจเย็นขึ้นแฮะ เจ้าฝันมานานแค่ไหนแล้วเรื่องนี้”
“นานพอที่จะรู้ว่าไม่ควรฝันเกินสิ่งที่ตัวเองมี” จิ้งเหอตอบ ก่อนหันไปมองเห้อจื่อหมิงที่นั่งเกวียนคันข้าง ๆ กำลังบันทึกอะไรบางอย่างในสมุด “เจ้านั่นล่ะ เขาก็ไปตรวจเหมือนกันหรือ”
“เปล่า เขาแค่ตามพ่อไปขายผ้า ไม่ได้อยากเข้าสำนักหรอก บอกว่าอยากสืบทอดกิจการต่อมากกว่า” ลู่หมิงตอบ “คนแบบนั้นก็มีเยอะนะ ไม่ใช่ทุกคนบนถนนสายนี้จะไปตรวจกันหมด”
คำพูดนั้นทำให้จิ้งเหอนึกถึงบ้านตัวเองขึ้นมาเงียบ ๆ
วันที่สี่ ขบวนผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางแห่งแรกตามที่พ่อบอกไว้ เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจเอกสารสินค้าของโจวเหิงอย่างละเอียด แล้วหันมาถามชื่อคนโดยสารทุกคนบนขบวนเทียบกับบัญชีเดินทาง จิ้งเหอยื่นเอกสารประจำตัวที่พ่อเตรียมไว้ เจ้าหน้าที่จดชื่อลงสมุดโดยไม่ถามอะไรมาก แต่พอเห็นว่าจุดหมายคือชิงจิ้นก็เอ่ยขึ้นเอง
“ไปตรวจศักยภาพหรือ ปีนี้คนเยอะเป็นพิเศษนะ ระวังคิวยาวด้วยล่ะ”
“ได้ยินมาเหมือนกัน ขอบคุณที่เตือน” จิ้งเหอตอบ
ด่านนี้มีเกวียนต่อคิวรออยู่ก่อนหน้าหลายคัน เจ้าหน้าที่สี่ห้าคนแบ่งกันตรวจแต่ละคันอย่างเป็นระบบ บางคันถูกเปิดผ้าคลุมตรวจสินค้าอย่างละเอียดเพราะสงสัยว่าอาจลักลอบขนของต้องห้าม บางคันผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะเป็นคู่ค้าประจำที่เจ้าหน้าที่จำหน้าได้ โจวเหิงอยู่ในกลุ่มหลัง เขาทักทายเจ้าหน้าที่หัวหน้าด่านด้วยชื่อ แลกเปลี่ยนข่าวสารเรื่องสภาพถนนข้างหน้าสั้น ๆ ก่อนได้รับอนุญาตให้ผ่านโดยไม่ต้องเปิดของทั้งหมด
หลังผ่านด่านมาแล้ว ลู่หมิงจึงกระซิบถามว่า “ทำไมทุกคนที่เจอตามทางถึงรู้เรื่องรอบตรวจปีนี้กันหมด”
“เพราะข่าวแบบนี้เกี่ยวกับปากท้องของคนเดินทางค้าขายโดยตรง” จิ้งเหออธิบาย “ยิ่งมีคนไปตรวจมาก ยิ่งมีคนเดินทาง มีคนเดินทางมาก ร้านค้าตามทางก็ขายของได้มากขึ้น ทุกคนถึงสนใจ”
คืนวันที่สี่ ขบวนพักที่เมืองเล็กแห่งหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าหมู่บ้านก่อนหน้าพอสมควร มีตลาดค่ำเปิดขายของริมถนนหลัก จิ้งเหอถือแท่งหมึกที่อาจารย์ชีให้มาเดินหาซื้อกระดาษบางแผ่นเพื่อเขียนจดหมายกลับบ้านเป็นครั้งแรก เขานั่งเขียนอยู่ที่โต๊ะไม้หน้าโรงเตี๊ยมใต้แสงตะเกียง เล่าเรื่องระหว่างทางสั้น ๆ ให้ครอบครัวฟัง ไม่ได้เขียนถึงความกลัวหรือความกังวลใด ๆ เพียงเล่าเรื่องล้อเกวียนที่ยังไม่พัง เรื่องลู่หมิงที่พูดมากจนบางทีเขาอยากได้ยินเสียงเงียบบ้าง และเรื่องดาวที่เห็นชัดกว่าที่หานเฉียว ก่อนพับจดหมายฝากไว้กับพ่อค้าคนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางย้อนกลับไปทางหานเฉียวพอดี
วันที่ห้า ฝนตกหนักตลอดคืนทำให้ลำธารข้างทางเอ่อสูงกว่าปกติ เช้าวันนั้นเมื่อขบวนพยายามข้ามสะพานไม้เก่า เกวียนคันหน้าสุดล้อไปติดร่องดินที่น้ำกัดเซาะจนเป็นหลุมลึก ล้อขวาแตกร้าวเมื่อพยายามดึงออก เสียงไม้แตกดังลั่นทำให้ม้าตื่นตกใจพยายามถอยหนี ชิวกังต้องรีบกระโดดลงไปคว้าบังเหียนไว้ทัน
โจวเหิงด่าเบา ๆ ในลำคอ สั่งคนคุ้มกันไปหาไม้ทำล้อสำรองที่พกติดขบวนมาเผื่อไว้ ระหว่างรอ จิ้งเหอเดินไปดูของบนเกวียนคันที่มีปัญหา สังเกตว่าสินค้าถูกวางกระจุกตัวไปทางด้านหน้ามากเกินไปตั้งแต่ต้นทาง น้ำหนักส่วนใหญ่กดอยู่บนล้อหน้าคู่เดียว
“ถ้าย้ายกล่องหนักไปกระจายท้ายเกวียนบ้าง น้ำหนักจะกดล้อหลังมากขึ้น ล้อหน้าที่เพิ่งซ่อมจะรับแรงน้อยลง” เขาเสนอกับโจวเหิง “ไม่งั้นซ่อมเสร็จก็อาจแตกซ้ำจุดเดิมอีกก่อนถึงเมืองหน้า โดยเฉพาะถ้าเจอถนนขรุขระแบบนี้อีก”
โจวเหิงมองเกวียนแล้วมองจิ้งเหออีกที ก่อนสั่งคนขับให้จัดของใหม่ตามนั้น ไม่ได้ชมเป็นพิเศษ เพียงพูดสั้น ๆ ว่า “เจ้าคงช่วยงานคลังที่บ้านมาไม่น้อย” แล้วหันไปดูแลเรื่องอื่นต่อ ลู่หมิงที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ กระซิบถามว่าเรียนเรื่องพวกนี้มาจากไหน จิ้งเหอตอบสั้น ๆ ว่าจากงานที่บ้าน แล้วก็ไม่ได้พูดต่อ เพราะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องต้องอธิบายยาว
การซ่อมล้อกินเวลาไปครึ่งวัน ทำให้ขบวนถึงเมืองถัดไปช้ากว่ากำหนดหนึ่งคืน แต่ไม่มีใครในขบวนตำหนิกันเรื่องนี้ เพราะทุกคนรู้ดีว่าถนนสายนี้เป็นแบบนี้เสมอในฤดูฝน
คืนนั้นรอบกองไฟ ชิวกังเล่าเรื่องสมัยเป็นทหารรักษาด่านให้ฟัง เรื่องหิมะที่ตกหนักจนมองไม่เห็นทางเดิน เรื่องเพื่อนทหารที่ลาออกไปเป็นพ่อค้าหลังผ่านศึกเล็ก ๆ มาหลายครั้ง เห้อจื่อหมิงถามคำถามเยอะเป็นพิเศษ ราวกับกำลังเก็บเรื่องเล่าไว้ขายลูกค้าที่ร้านผ้าของตัวเองวันหน้า ส่วนลู่หมิงนั่งฟังตาโตจนโจวเหิงต้องหยอกว่าอย่าเอาเรื่องพวกนั้นไปฝันจนไม่ได้นอน
จิ้งเหอนั่งฟังห่างออกไปเล็กน้อย สายตาแวบขึ้นมองท้องฟ้าเป็นระยะ ดาวคืนนี้สว่างกว่าที่เคยเห็นในหานเฉียว อาจเพราะไม่มีแสงตะเกียงจากเมืองรบกวนมากเท่า
คืนสุดท้ายก่อนถึงชิงจิ้น จิ้งเหอนอนมองท้องฟ้าผ่านช่องผ้าใบคลุมเกวียน ดาวแถบที่เขาคุ้นเคยจากหลังคาบ้านหานเฉียวอยู่สูงจากแนวพื้นต่างไปเล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่เขาจำได้ เขาไม่มีสมุดอยู่ในมือตอนนี้ จึงเพียงจดตำแหน่งนั้นไว้ในใจ ตั้งใจว่าค่อยกลับไปเทียบกับบันทึกเก่าในภายหลัง
ลู่หมิงที่นอนอยู่ข้าง ๆ ถามลอย ๆ ก่อนหลับ “พรุ่งนี้ถึงชิงจิ้นแล้วสินะ”
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดอีก” จิ้งเหอตอบ สายตายังคงอยู่บนฟ้า
“แล้วเจ้าจะไปดูดาวจากที่นั่นเหมือนกันไหม”
“น่าจะไป” จิ้งเหอตอบหลังนิ่งไปครู่หนึ่ง “ถึงยังไงฟ้าก็ยังเป็นฟ้าเดิม แค่คนมองอยู่คนละที่”
---