นิยายเรื่องใหม่

ตอนที่ 10

ทางศิลา

รถศิลาไม่มีล้อ

เป็นสิ่งแรกที่จิ้งเหอสังเกตเห็นตอนมาถึงลานตะวันตกในเช้ามืดของวันเดินทาง และเป็นสิ่งเดียวที่เขาสังเกตได้อยู่พักใหญ่ เพราะลานนั้นเต็มไปด้วยคน ห่อผ้า กล่องไม้ ญาติพี่น้องที่มาส่ง และเจ้าหน้าที่สองคนที่ยืนอ่านรายชื่อเสียงดังแข่งกัน

รถสามคันจอดเรียงกันอยู่ริมลาน แต่ละคันยาวราวห้องนอนสองห้องต่อกัน ตัวรถเป็นไม้เนื้อแข็งสีเข้มทาน้ำมันจนเป็นเงา มีหลังคาคลุม ด้านข้างเปิดเป็นหน้าต่างบานยาวที่มีผ้าใบม้วนเก็บไว้ ใต้ท้องรถไม่มีล้อ มีแต่แผ่นหินสีเทาอมเขียวหนาราวฝ่ามือ รองรับอยู่ทั้งแผ่นตลอดความยาวของตัวรถ แผ่นหินนั้นลอยสูงจากพื้นราวหนึ่งคืบ ไม่ได้แตะพื้นเลย

จิ้งเหอยืนมองแผ่นหินนั้นนานพอที่จะรู้สึกได้ว่ามันปล่อยอะไรบางอย่างออกมา เบาบางเหมือนไอความร้อนจากพื้นหินใต้แดดบ่าย มันไหลลงไปหาพื้นทางตลอดเวลา และพื้นลานตรงนั้นก็ไม่ใช่ดินหรือหิน แต่เป็นแผ่นหินสีเดียวกันปูเรียงเป็นทางยาวสองแถว ต่อออกไปนอกประตูเมือง

"ทางศิลา" คนข้าง ๆ เขาพูด เป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบห้าในชุดเทาอมฟ้าของหลิงเยว่ แต่ชุดของเขาเก่าและซีดกว่าของเจ้าหน้าที่ "รถจะวิ่งได้เฉพาะบนทาง ออกนอกทางเมื่อไรก็ตกลงบนพื้นทันที เจ้าเป็นศิษย์ใหม่หรือ ขึ้นคันที่สอง คันที่หนึ่งเป็นของบรรทุก คันที่สามเป็นของคนจากสำนักงานชิงจิ้นที่จะกลับเข้าไปรายงานตัว"

เขาชื่อเผิงซาน เป็นศิษย์สายนอกปีที่สี่ ทำงานเป็นผู้ดูแลรถศิลาเส้นนี้มาสองปี เพื่อสะสมแต้มแทนการทำงานในหุบเขา งานนี้เขาเลือกเอง เพราะเขาเกลียดงานในโรงยาที่ได้รับมอบหมายในปีแรก

"เดินทางหกวันถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ็ดวันถ้ามีอะไรเกิดขึ้น" เขาพูด "ทุกครั้งก็มีอะไรเกิดขึ้น"

-----

ในรถคันที่สองมีศิษย์ใหม่สิบแปดคน นั่งบนม้านั่งยาวที่เรียงตามแนวยาวของตัวรถสองแถวหันหน้าเข้าหากัน ส่วนกลางรถเป็นทางเดินแคบ มีห่อผ้ากับกล่องไม้วางไว้ใต้ม้านั่ง

จิ้งเหอเห็นคนที่รู้จักสี่คน กู่หลานอินนั่งอยู่ใกล้ประตูหลัง นางกอดห่อผ้าไว้บนตักราวกับกลัวว่ามันจะหาย แม้ว่าในรถจะไม่มีทางที่ห่อผ้าจะหายไปไหนได้ เฉินอวี๋นั่งฝั่งตรงข้ามจิ้งเหอ ห่างออกไปสองคน นางเอาหนังสือเล่มเล็กที่ได้มาจากร้านขายวัสดุออกมาอ่านตั้งแต่ก่อนรถออก ส่วนหวังจิ่วเซียงนั่งอยู่ข้างหน้าต่างอีกบาน นางไม่ได้คุยกับใคร มองลานตะวันตก ที่ชายชราคนนั้นยืนอยู่ในหมู่ญาติที่มาส่ง ยังคงเป็นคนเดียวที่ไม่ได้โบกมือ

เฉินมู่เฉิงอยู่เกือบท้ายรถ เขาคุยกับเผิงซานไปถึงเรื่องสถานีระหว่างทางก่อนรถจะออกเสียอีก ถามว่าที่ใดมีตลาดเล็ก ที่ใดขายสมุนไพรจากภูเขา และสถานีไหนชอบรับของจากชาวบ้านรอบ ๆ เผิงซานตอบเท่าที่รู้ แล้วสุดท้ายก็ถามกลับว่าบ้านเขาเป็นพ่อค้ายาหรืออย่างไร มู่เฉิงจึงต้องอธิบายใหม่ว่าบ้านตนเพียงรับซื้อของจากคนหา ไม่ได้ปรุงยาเป็น

เมิ่งเสี่ยวถางไม่ได้อยู่ในรถ เผิงซานบอกว่านางกับศิษย์ใหม่อีกไม่กี่คนถูกจัดไปรถเที่ยวถัดไป เพราะมีคนจากหอสืบหลักมารับช่วงดูแลผู้ที่มีหมายเหตุเฉพาะ จิ้งเหอไม่รู้ว่าหมายเหตุของนางเขียนว่าอะไร และเผิงซานก็ดูไม่รู้เหมือนกัน

รถออกตอนแสงแรกขึ้นมาถึงยอดกำแพงเมือง

ไม่มีเสียงอะไร ไม่มีเสียงล้อ ไม่มีเสียงม้า ไม่มีการกระแทก ตัวรถเพียงเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าช้า ๆ แล้วเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเร็วกว่าเกวียนของโจวเหิงไปมาก และเร็วกว่าม้าวิ่งด้วยซ้ำ จิ้งเหอรู้สึกถึงสิ่งที่ไหลออกมาจากแผ่นหินใต้ท้องรถ มันแรงขึ้นทุกครั้งที่รถเร่งความเร็ว และมีจังหวะที่สม่ำเสมอ เหมือนเสียงลมหายใจของคนที่นอนหลับ

ในวันแรก ศิษย์ใหม่หลายคนเมารถ ไม่ใช่เพราะรถส่ายไปมา รถนิ่งกว่าเกวียนทุกคันที่จิ้งเหอเคยนั่งมา แต่เพราะภาพข้างทางวิ่งผ่านไปเร็วเกินกว่าที่ตาของพวกเขาจะคุ้นเคย เด็กหนุ่มคนหนึ่งอาเจียนออกไปนอกหน้าต่างสองครั้งตั้งแต่ก่อนเที่ยง เผิงซานส่งถังไม้ให้เขา แล้วบอกให้มองเส้นขอบฟ้า อย่ามองต้นไม้ข้างทาง

จิ้งเหอไม่ได้เมารถ แต่เขามีปัญหาอีกแบบหนึ่ง

ตอนบ่าย เขาเริ่มปวดศีรษะ

มันเริ่มจากหลังตาขวา แล้วค่อย ๆ ลามไปทั่วศีรษะ ไม่แรงมาก แต่ไม่ยอมหายไป เขาพยายามนอนหลับ แต่ก็หลับไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่หลับตา สิ่งที่ไหลออกมาจากแผ่นหินใต้ท้องรถยิ่งชัดขึ้น จังหวะของมันเหมือนลมหายใจ และเขาก็ไม่สามารถหยุดฟังมันได้

ความรู้สึกนั้นเหมือนตอนอยู่ในโถงช่วงบ่าย ตอนที่เขาตามสิ่งที่ไหลขึ้นมาจากเสื่อไปทุกทาง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้พยายามทำอะไรกับมัน และมันก็ไม่ได้ไหลเข้าไปในตัวเขา มันเพียงอยู่ตรงนั้น ตลอดเวลา และเขาก็รู้สึกได้ตลอดเวลา

เขาลองทำอย่างที่ทำในโถง วางความสนใจไว้ใต้สะดือ แต่ไม่ได้ผล เพราะในครั้งนั้นเขามีบางอย่างให้วาง ในครั้งนี้ไม่มีอะไรไหลเข้ามา ความสนใจของเขาจึงไม่มีที่ให้พัก ก่อนจะลอยกลับออกไปหาแผ่นหินใต้ท้องรถทุกครั้ง

ตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก รถชะลอความเร็วลงเข้าสู่สถานีแห่งแรก

สถานีนั้นเป็นเพียงลานหินกว้างริมทาง มีอาคารไม้ชั้นเดียวสองหลัง บ่อน้ำหนึ่งบ่อ และโรงเรือนเตี้ยหลังหนึ่งที่มีปล่องควันอยู่บนหลังคา เผิงซานลงจากรถเป็นคนแรก เดินตรงไปที่โรงเรือนนั้น แล้วกลับออกมาพร้อมชายชราคนหนึ่งที่เดินกะเผลก ทั้งสองคนก้มลงดูแผ่นหินใต้ท้องรถคันแรก พูดคุยกันด้วยเสียงต่ำ

ศิษย์ใหม่ลงจากรถไปยืดตัว กินข้าว และตักน้ำจากบ่อ อาหารของสถานีเป็นข้าวต้มใส่ถั่วกับผักดอง ไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะรวมอยู่ในค่าเดินทางที่สำนักจ่ายไว้แล้ว คนดูแลโรงอาหารเป็นหญิงร่างใหญ่ ตักข้าวต้มให้ทุกคนเท่ากันหมด ยกเว้นเด็กหนุ่มที่อาเจียน นางตักให้เขาครึ่งชาม แล้วบอกว่ากินมากก็อาเจียนออกมาอีก เสียของเปล่า ๆ

จิ้งเหอนั่งกินข้าวต้มอยู่ข้างบ่อ อาการปวดศีรษะเบาลงบ้างตั้งแต่ลงจากรถ แต่ยังไม่หายไป

หวังจิ่วเซียงมานั่งลงบนขอบบ่ออีกด้านหนึ่ง นางไม่ได้มาหาเขา นางมาตักน้ำ แต่เมื่อตักเสร็จแล้ว นางก็นั่งอยู่ตรงนั้น

"เจ้าปวดหัวตั้งแต่บ่าย" นางพูด ไม่ได้เป็นคำถาม "ข้าเห็นเจ้าเอามือกดขมับ"

จิ้งเหอไม่ได้ปฏิเสธ

"ตอนข้ายังเด็ก ที่โรงตีเหล็กของพ่อ เตาเสียงดังทั้งวัน" นางพูด โดยมองลงไปในถังน้ำของตัวเองแทนที่จะมองเขา "ไม่ใช่เสียงไฟ เป็นเสียงลูกสูบ พ่อข้าใช้ลูกสูบหนังสองตัว สลับกันขึ้นลง เสียงมันเหมือนคนหายใจ ตอนแรกข้าปวดหัวทุกวัน เพราะพยายามไม่ฟังมัน แต่ยิ่งไม่ฟังก็ยิ่งได้ยิน วันหนึ่งพ่อบอกข้าว่า ถ้าไม่อยากได้ยิน ก็หายใจไปกับมันสิ ข้าลองดู หายใจเข้าตอนลูกสูบตัวหนึ่งลง หายใจออกตอนอีกตัวลง หลังจากนั้นข้าก็ไม่ได้ยินมันอีกเลย ไม่ใช่เพราะมันเงียบ แต่เพราะมันกลายเป็นลมหายใจของข้าเอง"

นางลุกขึ้นแบกถังน้ำ

"ข้าไม่รู้ว่ามันจะใช้กับเจ้าได้หรือเปล่า" นางพูด "ข้ารู้สึกได้แค่นิดเดียวว่าหินใต้รถนั่นมีจังหวะ ส่วนเจ้าน่าจะรู้สึกได้มากกว่าข้า"

แล้วนางก็เดินกลับไปที่อาคารไม้ ที่ศิษย์หญิงจะพักค้างคืน

-----

วันที่สอง จิ้งเหอลองทำตามวิธีของนาง

มันไม่ได้ผลในทันที จังหวะของแผ่นหินใต้ท้องรถไม่ตรงกับจังหวะลมหายใจของเขา มันยาวกว่า ช้ากว่า และเมื่อเขาพยายามหายใจตามมัน ก็ต้องกลั้นหายใจนานจนรู้สึกอึดอัด เขาลองอยู่เกือบครึ่งเช้า แล้วอาการปวดศีรษะก็กลับแย่ลงกว่าเดิม

เขาหยุด แล้วก็นั่งนิ่ง ๆ อยู่พักใหญ่ นับจังหวะของแผ่นหินในใจ แทนที่จะพยายามหายใจตามมัน

หนึ่งจังหวะของแผ่นหิน เท่ากับเขาหายใจเข้าและออกหนึ่งรอบครึ่ง ไม่ใช่หนึ่งรอบ

เขานับอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจ

สองจังหวะของแผ่นหิน เท่ากับเขาหายใจสามรอบ

ตอนบ่ายวันที่สอง เขาเลิกพยายามหายใจเหมือนแผ่นหิน แต่หายใจสามรอบต่อสองจังหวะของมัน ให้ลมหายใจแรกของทุกสามรอบตรงกับจังหวะแรกของแผ่นหิน ทุกลมหายใจที่สามจะมาบรรจบกันพอดี คล้ายตอนที่ลูกคิดสองแถวที่มีจำนวนเม็ดไม่เท่ากันกลับมาตรงกันอีกครั้ง

อาการปวดศีรษะไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เมื่อถึงเย็นวันที่สอง มันก็ลดลงเหลือเพียงความตึงบาง ๆ ที่หลังตาขวา และในคืนนั้น เขานอนหลับบนรถได้เป็นครั้งแรก

วันที่สาม เขาหลงจังหวะไปสองครั้ง ครั้งแรกเพราะรถชะลอความเร็วลงผ่านสะพานหินข้ามแม่น้ำ และจังหวะของแผ่นหินก็เปลี่ยนไป ครั้งที่สองเพราะเขาไปคุยกับเฉินอวี๋เรื่องหนังสือเล่มเล็กของนาง ซึ่งเป็นหนังสือว่าด้วยพืชสมุนไพรพื้นฐานของหุบเขาหลิงเยว่ ที่นางซื้อมาจากร้านขายวัสดุในราคาสิบห้าอีแปะ นางบอกว่าตั้งแต่ปีที่แล้ว นางไปทำงานเป็นลูกจ้างเก็บสมุนไพรให้ร้านยาแห่งหนึ่งในชิงจิ้น เพราะตั้งใจจะมาตรวจอีกครั้ง และเพราะต้องการรู้ว่าตัวเองจะทำงานอะไรได้ในหลิงเยว่ ถ้าตรวจผ่าน นางอยากเข้าทำงานในโรงยาของหอร้อยช่าง ซึ่งเผิงซานบอกว่าเป็นงานที่เขาเกลียดที่สุด นางก็ยังไม่เปลี่ยนใจ

ทั้งสองครั้งที่เขาหลงจังหวะ เขาก็กลับมาหามันได้ภายในสามลมหายใจ

-----

วันที่สี่ รถคันแรกหยุดลงกลางทาง

ตอนนั้นเป็นช่วงสาย ทางศิลากำลังไต่ขึ้นเนินเขาที่มีป่าสนขึ้นหนาทั้งสองข้าง แผ่นหินใต้ท้องรถคันแรกสว่างวาบขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วดับลง ตัวรถทรุดลงแตะพื้นทางดังตึง ไม่แรงนัก แต่ก็ทำให้กล่องไม้หลายใบในรถคันแรกล้มระเนระนาด

รถคันที่สองหยุดลงห่างไปราวยี่สิบก้าว

เผิงซานวิ่งออกไปดู แล้วกลับมาด้วยสีหน้าของคนที่เจอเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยชอบมันเลยสักครั้ง

"หินปราณที่สถานีเมื่อคืนเติมไม่เต็ม" เขาพูด "ตาเฒ่าที่สถานีนั่นบอกว่าเติมเต็มแล้ว แต่ไม่ได้เต็ม ต้องย้ายหินปราณจากรถคันที่สามมาให้ แล้วรถคันที่สามจะวิ่งไปถึงสถานีต่อไปไม่ได้ ต้องให้คันที่สองลากไป ช้าลงครึ่งวัน ทุกคนลงจากรถ แล้วช่วยกันยกกล่องไม้ในรถคันแรกที่ล้มขึ้นมาใหม่"

ศิษย์ใหม่ทั้งสิบแปดคนลงจากรถ บางคนบ่น บางคนดีใจที่ได้ลงไปยืดขา ในรถคันที่สามมีคนจากสำนักงานชิงจิ้นลงมาเจ็ดคน สองคนในนั้นเป็นผู้บำเพ็ญที่ใช้ปราณได้ พวกเขาช่วยเผิงซานถอดหินปราณออกจากใต้ท้องรถคันที่สาม หินแต่ละก้อนขนาดเท่าหัวคน สีเขียวอมฟ้าขุ่น จิ้งเหอรู้สึกถึงสิ่งที่อยู่ข้างในมันได้ตั้งแต่ระยะสิบก้าว หนักแน่นกว่าแผ่นหินใต้ท้องรถ ก้อนหนึ่งเมื่อถูกยกผ่านเขาไปใกล้ ๆ ทำให้หลังตาขวาของเขาตึงขึ้นอีกครั้ง

เขาถอยห่างออกมาสามก้าว แล้วก็ไปช่วยยกกล่องไม้ในรถคันแรก

กล่องไม้เหล่านั้นหนัก กู่หลานอินยกได้ทีละใบโดยไม่ต้องให้ใครช่วย จิ้งเหอต้องยกกับศิษย์ใหม่อีกคน ในกล่องใบหนึ่งที่ฝาหลุดออกมา มีม้วนผ้าไหมสีแดงเข้มม้วนหนึ่งกลิ้งออกมาบนพื้น เผิงซานเก็บมันขึ้นมา ปัดฝุ่นออก ดูรอยเปื้อนบนผ้าแล้วก็ถอนหายใจ

"ของสำนักกิจการภายนอก" เขาพูด "มีคนต้องเขียนรายงานอธิบายว่าทำไมผ้าไหมถึงเปื้อน คนนั้นคงเป็นข้า"

-----

รถถึงสถานีต่อไปตอนกลางดึก ช้ากว่ากำหนดครึ่งวัน อย่างที่เผิงซานบอกไว้

วันที่ห้าเป็นวันที่ยาวที่สุด ทางศิลาไต่ขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ อากาศเย็นลงจนศิษย์ใหม่ต้องเอาเสื้อหนาออกมาใส่ และลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างก็มีกลิ่นของหินชื้นกับยางสน เด็กหนุ่มที่อาเจียนในวันแรกไม่อาเจียนอีกแล้ว เขาหลับไปเกือบทั้งวัน และนอนกรนเสียงดัง ศิษย์ใหม่อีกคนเอาผ้าคลุมหัวเขาไว้

จิ้งเหอไม่ได้หายใจตามจังหวะของแผ่นหินตลอดเวลาอีกแล้ว มันกลายเป็นเรื่องที่เขาทำโดยไม่ต้องคิดถึงมัน จนบางครั้งเขาก็ลืมไปว่ากำลังทำอยู่ ในบ่ายวันที่ห้า เขาจึงสังเกตได้ว่าหลังตาขวาไม่ตึงแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปตั้งแต่เมื่อไร

แต่ทางเหนือของทางศิลา บนสันเขาที่อยู่ไกลออกไป เขาเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างอีกอย่างหนึ่ง

มันไม่ได้มีจังหวะเหมือนแผ่นหิน และไม่ได้หนักแน่นเหมือนหินปราณ มันกว้าง บาง และอยู่ทุกหนทุกแห่งในทิศทางนั้นพร้อมกัน เหมือนความชื้นในอากาศก่อนฝนตก เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร และไม่ได้ถามใคร เพราะไม่รู้ว่าจะถามอย่างไร

-----

เช้าวันที่หก ทางศิลาข้ามสันเขาสุดท้าย

เผิงซานบอกให้ทุกคนม้วนผ้าใบที่หน้าต่างขึ้น ไม่มีใครถามว่าทำไม

หุบเขาหลิงเยว่อยู่ข้างล่างนั้น

จิ้งเหอคิดมาตลอดทางว่าจะได้เห็นยอดเขาสูงเสียดฟ้า ตำหนักที่ลอยอยู่บนเมฆ และศิษย์ที่เหาะไปมาบนกระบี่ ในนิทานที่เล่ากันในหานเฉียว สำนักบนภูเขามักเป็นอย่างนั้นเสมอ

มียอดเขาอยู่จริง ยอดสูงหกยอด ตั้งล้อมรอบหุบเขาเป็นครึ่งวงกลม บนยอดสองยอดมีอาคารหลังคาสีเทาเข้มเกาะไหล่เขาเรียงเป็นชั้น ๆ มีหมอกบาง ๆ พันอยู่รอบยอดหนึ่ง แต่ไม่มีตำหนักไหนลอยอยู่บนเมฆ

สิ่งที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้ อยู่บนพื้นหุบเขา

ที่นั่นเป็นเมือง

เมืองใหญ่กว่าหานเฉียว อาจใหญ่พอ ๆ กับชิงจิ้น มีถนนหินตัดเป็นตาราง มีหลังคาบ้านเรียงกันแน่นขนัด มีปล่องควันหลายสิบปล่องที่ส่งควันขึ้นมาในอากาศเช้า บางปล่องเป็นควันสีขาว บางปล่องเป็นควันสีฟ้าจาง ๆ มีลานกว้างที่มีคนหลายร้อยคนยืนเรียงแถวอยู่ มีนาขั้นบันไดไล่ขึ้นไปตามไหล่เขาทางตะวันออก มีคนทำงานอยู่ในนา มีแม่น้ำไหลผ่านกลางหุบเขา และบนแม่น้ำมีกังหันน้ำหมุนอยู่สามตัว ทางศิลาที่รถกำลังวิ่งอยู่ทอดยาวลงไปในหุบเขา ไปรวมกับทางศิลาอีกสองสายที่มาจากทิศอื่น ตรงลานกว้างริมแม่น้ำ ที่มีรถศิลาจอดอยู่ห้าหกคัน และมีคนขนของขึ้นลงอยู่

มีคนบินอยู่จริง แต่ไม่ได้บินอยู่บนกระบี่ เขาเห็นสามสี่คนลอยตัวข้ามหุบเขาจากยอดเขาหนึ่งไปอีกยอด ช้าและต่ำ หนึ่งในนั้นแบกกระสอบใบใหญ่ไว้บนหลัง

ความรู้สึกกว้างและบางที่เขารู้สึกได้ตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้อยู่รอบตัวเขา มันลอยอยู่ในอากาศเหนือหุบเขาทั้งหมด หนาแน่นกว่าที่เคยรู้สึกในชิงจิ้นหลายเท่า และมันก็ไม่ได้มีจังหวะอะไรให้เขาหายใจตาม

หลังตาขวาของเขาเริ่มตึงขึ้นมาอีกครั้ง

จิ้งเหอหายใจเข้าช้า ๆ สี่จังหวะ กลั้นไว้สอง แล้วหายใจออกหก

กู่หลานอินลุกขึ้นจากม้านั่ง ยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่าง แล้วชี้ลงไปที่ไหล่เขาทางตะวันตก ตรงนั้นมีกล่องไม้สีน้ำตาลวางเรียงกันเป็นแถวยาวหลายร้อยกล่อง ตั้งอยู่บนขั้นบันไดหิน

"รังผึ้ง" นางพูด แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก

เฉินอวี๋ปิดหนังสือเล่มเล็กลง หวังจิ่วเซียงยังนั่งอยู่ที่เดิม นางมองลงไปที่ปล่องควันที่ส่งควันสีฟ้าจาง ๆ ขึ้นมา มือของนางวางนิ่งอยู่บนเข่า

เผิงซานยืนอยู่ที่ประตูหลังของรถ เขาไม่ได้มองลงไปที่หุบเขา เขากำลังนับหีบของในรถคันที่หนึ่ง เพื่อเตรียมลงบันทึกตอนถึงลานจอด และปากของเขาก็ขยับตามไปทุกครั้งที่นับ

รถศิลาเริ่มไต่ลงไปตามทางที่ทอดลงสู่หุบเขา จิ้งเหอมองลงไปที่เมืองเบื้องล่าง และมองขึ้นไปบนฟ้าเหนือยอดเขาทั้งหก ที่ในเวลากลางวันยังไม่มีดาวดวงใดปรากฏ

เขาคิดว่าเมื่อถึงกลางคืน ที่นี่คงเห็นดาวได้ชัดกว่าที่หานเฉียว อย่างน้อยที่นี่ก็อยู่สูงพ้นแนวหมอกเหนือแม่น้ำซึ่งมักบดบังขอบฟ้าของบ้านเขา

เขาหยิบลูกคิดของอวี้หนิงออกมาจากถุง ใช้นิ้วดันลูกคิดลูกที่สามจากซ้าย ลูกคิดลูกนั้นยังฝืดเหมือนเดิม

ตอนก่อนหน้ากลับสารบัญ