เช้าวันหนึ่งกลางเดือน อาเหลียงยืนถือแผ่นไม้บันทึกอยู่หน้าคลังฝั่งใต้ก่อนฟ้าสาง ท่าทางเกร็งกว่าปกติเล็กน้อย เขาเป็นคนงานที่เริ่มทำงานกับบ้านเสิ่นมาสามปี ตั้งแต่วันที่ยังนับกล่องตะปูผิดจนถูกอวี้หนิงดุ และตอนนี้กลายเป็นคนที่จิ้งเหอเลือกฝึกไว้แทนตัวเองในช่วงที่ต้องเดินทาง
“ตัวเลขที่ต้นทางส่งมากับตัวเลขที่นับจริงจะไม่ตรงกันบ้าง เป็นเรื่องปกติ” จิ้งเหอชี้ไปที่คอลัมน์ตัวเลขสองแถวบนแผ่นไม้ “สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่ทำให้มันตรงกันเป๊ะ แต่ต้องรู้ว่าความต่างนั้นมาจากไหน ถ้าต่างเพราะขนส่งเสียหาย เขียนแยกไว้ ถ้าต่างเพราะนับผิด แก้แล้วจดเหตุผลไว้ อย่าลบตัวเลขเก่าทิ้งเฉย ๆ เพราะวันหน้าถ้ามีคนย้อนถามที่มาของตัวเลข เจ้าต้องอธิบายได้”
อาเหลียงก้มมองตัวเลขบนแผ่นไม้ ก่อนถามอย่างลังเล “ถ้าเจอเรื่องที่ตัดสินใจเองไม่ได้ล่ะ”
“ก็ไปหาพี่อวี้หนิง” จิ้งเหอตอบตรง ๆ “ข้าไม่ได้อยู่ให้เจ้าถามได้ทุกครั้ง ฝึกตัดสินใจเองไว้บ้างก็ดี”
คำพูดนั้นทำให้อาเหลียงยิ้มออกมาโดยไม่ทันคิด แต่รอยยิ้มยังไม่ทันจางก็มีเสียงเกวียนคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าคลัง คนขับกระโดดลงมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด ตามด้วยชายวัยกลางคนอ้วนท้วนที่จิ้งเหอจำได้ว่าเป็นเถ้าแก่หวง เจ้าของร้านเครื่องมือช่างฝั่งตะวันตกที่ติดหนี้ค่าเหล็กบ้านเสิ่นมาสองงวดแล้ว
“ข้าไม่ได้มาหนี แต่เดือนนี้ของยังขายไม่ออกจริง ๆ ขอผัดอีกสักสิบวันได้ไหม” เถ้าแก่หวงพูดพลางเช็ดเหงื่อ
อาเหลียงชะงัก สายตาเหลือบมองจิ้งเหอราวกับขอให้ช่วย แต่จิ้งเหอเพียงยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปสองก้าว ไม่พูดอะไร อาเหลียงจึงต้องกลืนน้ำลายแล้วเปิดสมุดบัญชีดูประวัติการค้างชำระของเถ้าแก่หวงเอง
“งวดที่แล้วท่านก็ขอผัดสิบวันเหมือนกัน แล้วก็จ่ายช้าไปอีกห้าวัน” อาเหลียงพูดเสียงไม่มั่นคงนัก แต่ยังพูดต่อ “ข้าผัดให้ได้อีกห้าวัน แต่ถ้าเกินกว่านั้นต้องแจ้งพี่อวี้หนิงให้มาคุยเรื่องเงื่อนไขใหม่ เพราะเป็นเรื่องเกินอำนาจข้า”
เถ้าแก่หวงถอนหายใจแต่ก็พยักหน้ารับ เดินกลับขึ้นเกวียนไปโดยไม่โต้แย้งมาก เมื่อเกวียนลับตาไป อาเหลียงหันมาหาจิ้งเหอทันที
“แบบนั้นถูกไหม”
“ถูก” จิ้งเหอตอบ “เจ้าไม่ได้ปฏิเสธเขาเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ยอมให้เขาผัดไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข ที่สำคัญที่สุดคือเจ้ารู้ว่าเรื่องไหนเกินอำนาจตัวเอง แล้วส่งต่อให้ถูกคน นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าอยากให้เจ้าทำได้ก่อนข้าไป”
งานส่งต่อกินเวลาไปหลายวันในลักษณะนี้ ไม่ใช่ด้วยการนั่งสอนทั้งวัน แต่ด้วยการปล่อยให้อาเหลียงลองทำจริงขณะจิ้งเหอยืนดูอยู่ห่าง ๆ แก้เฉพาะจุดที่ผิดพลาดจนอาจเสียหาย ส่วนอวี้หนิงเองก็ยุ่งกับงานของตัวเองเหมือนเดิม ไม่ได้ลดงานลงเพื่อรอดูน้องชายเตรียมตัว วันหนึ่งนางเดินผ่านมาถามลอย ๆ ระหว่างตรวจของที่เพิ่งลงจากเรือ
“อาเหลียงพอไหวหรือยัง”
“พอไหว ถ้ามีเรื่องหนักจริงพี่ต้องช่วยตัดสินใจเอง เพราะข้าคงส่งข่าวกลับมาไม่ทันการ”
“ก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” อวี้หนิงพูดเรียบ ๆ ไม่มีน้ำเสียงกังวลเป็นพิเศษ ก่อนหยิบแผ่นไม้อีกแผ่นยื่นให้จิ้งเหอ “นี่ รายการของที่ต้องรับสัปดาห์หน้า เขียนโน้ตกำกับไว้ให้อาเหลียงหน่อยว่าจุดไหนต้องระวังเป็นพิเศษ เจ้ารู้จักคู่ค้าพวกนี้ดีกว่าข้าในบางเจ้า”
จิ้งเหอรับแผ่นไม้มาโดยไม่แปลกใจ นี่คือวิธีที่อวี้หนิงมอบความไว้ใจ ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยการโยนงานจริงให้ทำต่อจนถึงวันสุดท้ายก่อนออกเดินทาง
---
บ่ายวันหนึ่ง จิ้งเหอแวะไปเยี่ยมอาจารย์ชี ผู้สอนคัดลายมือให้เขามาตั้งแต่อายุแปดขวบ บ้านหลังเล็กของอาจารย์อยู่ในตรอกเงียบไม่ไกลจากตลาดหลัก มีกลิ่นหมึกกับกระดาษเก่าลอยอยู่ในอากาศเสมอ
“ได้ยินว่าจะไปตรวจศักยภาพที่ชิงจิ้น” อาจารย์ชีพูดขณะรินชาให้ลูกศิษย์เก่า มือที่จับกาน้ำชายังคงมั่นคงแม้อายุจะล่วงเลยหกสิบไปแล้ว
“ขอรับ อาจารย์”
“ข้าไม่มีอะไรจะสอนเจ้าเพิ่มเรื่องนั้น เพราะไม่รู้เรื่องผู้บำเพ็ญเลยสักนิด” อาจารย์ชีหัวเราะเบา ๆ “แต่มีเรื่องหนึ่งอยากฝากไว้ เจ้าเขียนหนังสือได้สวยกว่าเด็กหลายคนที่ข้าเคยสอน ไม่ใช่เพราะมือไว แต่เพราะเจ้าไม่รีบ อยากให้เจ้าจำไว้แบบนั้นไปด้วย ไม่ว่าจะไปเจออะไรข้างนอก อย่ารีบจนลืมดูให้แน่ก่อน”
จิ้งเหอนั่งฟังเงียบ ๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ไม่ได้ตอบอะไรมาก เพราะรู้ว่าคำพูดแบบนี้ไม่ต้องการคำตอบยาว เพียงต้องการให้ฟังไว้
ก่อนกลับ อาจารย์ชีหยิบแท่งหมึกเก่าแท่งหนึ่งใส่มือเขา “เอาไปด้วย เผื่อวันไหนอยากเขียนอะไรถึงบ้านแต่หมึกหมดพอดี”
---
ค่ำวันหนึ่ง เสิ่นเหวินซื่อเรียกจิ้งเหอเข้าห้องบัญชี บนโต๊ะมีแผนที่เก่าแผ่นหนึ่งกางอยู่ เส้นทางหานเฉียว-ชิงจิ้นถูกขีดด้วยหมึกจางเป็นเส้นคดโค้งผ่านหลายเมืองเล็ก
“เส้นทางนี้พ่อเคยเดินตอนหนุ่ม แต่สามสิบปีผ่านไป บางจุดคงเปลี่ยนแล้ว” เสิ่นเหวินซื่อว่า นิ้วลากไปตามเส้นทาง “ช่วงแรกผ่านทุ่งนากับหมู่บ้านเล็ก ปลอดภัยพอสมควร ช่วงกลางต้องผ่านเนินเขากับป่าโปร่ง มีด่านเก็บค่าผ่านทางของทางการอยู่สองจุด เตรียมเอกสารยืนยันตัวตนไว้ให้พร้อม ช่วงสุดท้ายก่อนถึงชิงจิ้นจะเป็นที่ราบกว้าง ผู้คนพลุกพล่านขึ้นเพราะใกล้เมืองด่าน”
“พ่อคุยกับโจวเหิงไว้แล้ว เขาเป็นเจ้าของขบวนเกวียนที่วิ่งเส้นทางนี้เป็นประจำทุกฤดู ปีนี้เขาก็มีของต้องไปส่งแถวชิงจิ้นพอดี เจ้าไปกับขบวนของเขาจะปลอดภัยกว่าไปเอง มีคนคุ้มกันติดไปด้วยสองคน”
“ค่าใช้จ่ายส่วนนั้นพ่อคุยกับเขาให้แล้วหรือ”
“คุยแล้ว ไม่แพงกว่าจ้างเกวียนเปล่าเท่าไร แถมได้กินนอนร่วมขบวนไปด้วย” เขาส่งซองหนังเล็กใบหนึ่งให้ “นี่คือจดหมายแนะนำตัวถึงร้านค้าคู่ค้าของเราที่ชิงจิ้น ชื่อร้านเหอจี้ ขายผ้าไหมกับเครื่องเขียน เผื่อเจ้าต้องการที่พักฉุกเฉินหรือคำแนะนำเรื่องเมือง เขารู้จักพ่อมานานพอจะไม่ปฏิเสธ”
จิ้งเหอรับซองมาพลิกดูตราประทับคุ้นตา “พ่อเตรียมไว้นานแค่ไหนแล้ว”
“ตั้งแต่คืนที่เจ้าพูดที่โต๊ะข้าวนั่นแหละ” เสิ่นเหวินซื่อตอบโดยไม่มองหน้าลูกชายตรง ๆ “ไม่ได้แปลว่าพ่อคาดหวังว่าเจ้าต้องผ่าน แค่คิดว่าถ้าจะไปจริง ควรมีที่พึ่งสำรองไว้บ้าง โลกข้างนอกไม่เหมือนหานเฉียว ไม่มีใครรู้จักเจ้าเป็นการส่วนตัว”
เขาหยิบถุงเงินอีกใบวางบนโต๊ะ น้ำหนักฟังดูมากกว่าที่จิ้งเหอคาดไว้ “นี่สำหรับค่าเดินทาง ที่พัก ค่าธรรมเนียมตรวจ กับเผื่อฉุกเฉินอีกส่วนหนึ่ง แบ่งเก็บไว้หลายที่ อย่าใส่ถุงเดียวทั้งหมด ถ้าถูกล้วงกระเป๋าตอนคนเยอะ ๆ จะได้ไม่หมดตัวในทีเดียว”
“พ่อสอนแบบนี้เหมือนเคยโดนมาก่อนเลย”
“เคย” เสิ่นเหวินซื่อตอบเรียบ ๆ ไม่ได้อธิบายต่อ “ตอนไปตรวจครั้งนั้นแหละ”
---
คืนนั้นหลินซูอวิ๋นจัดของใส่ถุงผ้าหนาไว้บนเตียงจิ้งเหอโดยไม่บอกล่วงหน้า เมื่อเขาเข้าห้องมาเจอ นางกำลังพับเสื้อกันหนาวซ้อนกันเป็นตั้ง ข้าง ๆ มีถุงยาเล็กหลายถุงวางเรียงเป็นแถว
“อากาศแถวชิงจิ้นหนาวกว่าที่นี่ ยิ่งเข้าใกล้ฤดูหนาวยิ่งต้องเตรียมหนา” นางพูดพลางพับเสื้อต่อ “ยานี้กินตอนท้องเสีย ยานี้ใช้ทาแผลเวลาลื่นล้ม ถุงสีเขียวนี้เป็นยาแก้ไข้ ถ้าไม่แน่ใจว่าป่วยเรื่องอะไรอย่าเพิ่งกินมั่ว หาหมอในเมืองก่อนดีที่สุด”
“แม่จัดของมากไปหรือเปล่า” จิ้งเหอถามพลางมองกองผ้าที่สูงเกินคาด
“ยังไม่มากพอด้วยซ้ำ ถ้าไม่ห้ามตัวเองไว้ คงยัดใส่จนเกวียนแบกไม่ไหว” หลินซูอวิ๋นตอบ มือยังพับผ้าต่อไม่หยุด
จิ้งเหอนั่งลงข้างกองผ้า หยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมาช่วยพับ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันอีกนานพักหนึ่ง มีเพียงเสียงผ้าเสียดสีกันเบา ๆ ในห้อง ก่อนหลินซูอวิ๋นจะเปิดปากอีกครั้งโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“ถ้าไม่ผ่าน อย่าคิดว่าเสียเวลาสามปีนี้ไปเปล่า ๆ อย่างน้อยเจ้าก็ได้ไปดูด้วยตาตัวเองแล้ว”
“ใครบอกแม่ว่าข้ากลัวเรื่องนั้น”
“ไม่มีใครบอก” นางยิ้มบาง ๆ “แต่แม่รู้จักเจ้ามายี่สิบปีแล้ว”
---
วันออกเดินทางมาถึงในเช้าที่ยังมีหมอกบาง ๆ ปกคลุมท่าน้ำ ตลาดเช้าเริ่มคึกคักตามปกติเหมือนไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้น พ่อค้าปลายังตั้งแผง เกวียนผักยังทยอยเข้าประตูเมือง ราวกับหานเฉียวไม่สนใจว่าใครในเมืองกำลังจะจากไป
ขบวนเกวียนของโจวเหิงจอดรออยู่หน้าประตูเมืองฝั่งตะวันตก มีเกวียนบรรทุกสินค้าสี่คัน คนคุ้มกันสองคน และคนขับเกวียนอีกสามคน โจวเหิงเป็นชายร่างใหญ่วัยกลางคน เสียงดังฟังชัด ยืนตรวจของครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทาง เห็นจิ้งเหอเดินมาก็โบกมือเรียก
“มาตรงเวลาดี ข้าชอบคนแบบนี้” โจวเหิงว่าพลางหัวเราะ “ขึ้นเกวียนคันที่สามได้เลย ของเบาสุดในขบวน นั่งสบายหน่อย”
เสิ่นเหวินซื่อมาส่งเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนต้องรีบกลับไปคุยเรื่องสัญญาที่ค้างอยู่กับเสมียน เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงตบไหล่ลูกชายเบา ๆ
“ไปดูให้เต็มตา อยากกลับมาเมื่อไรก็กลับมา ไม่มีใครในบ้านนี้ตัดสินเจ้าจากผลตรวจ”
หลินซูอวิ๋นยืนอยู่ข้างเกวียนจนถึงนาทีสุดท้าย มือกำชายเสื้อของตัวเองแน่นกว่าปกติ แต่ไม่ได้ร้องไห้ นางเพียงเอื้อมมือปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากไหล่ลูกชาย
“ส่งข่าวกลับมาทุกจุดที่ทำได้ ไม่ต้องรอให้มีเรื่องสำคัญถึงจะเขียน”
อวี้หนิงมาถึงช้าที่สุด เพราะต้องจัดการเรื่องเรือขนของที่เพิ่งเข้าท่าเมื่อเช้า นางเดินมาถึงพร้อมแผ่นไม้บันทึกยังอยู่ในมือ
“อาเหลียงถามข้าเมื่อกี้ว่าถ้าลูกหนี้รายหนึ่งมาขอผัดหนี้อีกจะให้ทำยังไง ข้าบอกไปแล้วว่าให้คิดเอง เพราะเจ้าก็สอนแบบนั้นไม่ใช่หรือ”
“ใช่” จิ้งเหอตอบ อดยิ้มไม่ได้ “แล้วเถ้าแก่หวงมาขอผัดหนี้อีกแล้วหรือ”
“มาสิ ตามคาด” อวี้หนิงตอบอย่างไม่แปลกใจ ก่อนยื่นห่อผ้าเล็กให้เขา “นี่ ลูกคิดพกพาอันเล็กที่ข้าไม่ได้ใช้แล้ว เอาไปด้วย เผื่อต้องคำนวณอะไรระหว่างทางแล้วไม่มีกระดาษ”
จิ้งเหอรับมาโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน “พี่ให้มาเฉย ๆ เลยหรือ”
“ให้ยืมก็ได้ ถ้าอยากคิดแบบนั้นก็แปลว่าเจ้าต้องกลับมาคืน” อวี้หนิงพูดพลางยิ้มมุมปาก แล้วผลักไหล่เขาเบา ๆ ไปทางเกวียน “ไปเถอะ อย่ามัวรีรอจนโจวเหิงต้องรอเจ้าคนเดียว กลับมาแล้วค่อยเล่าว่าโลกข้างนอกเป็นยังไง”
จิ้งเหอปีนขึ้นเกวียนคันที่สามตามที่โจวเหิงชี้ให้ หันกลับมองคนในครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนขบวนจะเคลื่อนพ้นประตูเมือง เสิ่นเหวินซื่อกลับไปทางห้องบัญชีก่อนใคร อวี้หนิงรีบลงไปทางท่าน้ำ ส่วนหลินซูอวิ๋นยังยืนอยู่ข้างถนนจนเกวียนเลี้ยวพ้นแนวกำแพงเมือง
ล้อเกวียนบดถนนดินแข็งส่งเสียงดังเบา ๆ หานเฉียวค่อย ๆ เล็กลงข้างหลัง จนหลังคาบ้านที่เขาปีนขึ้นนั่งมาตั้งแต่จำความได้กลายเป็นเพียงจุดหนึ่งในแนวหลังคาที่มองแยกไม่ออกอีกต่อไป
---