นิยายเรื่องใหม่

ตอนที่ 1

ดาวเหนือหลังคาบ้านเสิ่น

หลังคากระเบื้องบ้านเสิ่นยังอุ่นจากแดดบ่าย เมื่อเสิ่นจิ้งเหอปีนขึ้นไปนั่งพิงปล่องไฟเก่าที่เลิกใช้มาหลายปี เขาทำเช่นนี้มาตั้งแต่จำความได้ จนไม่มีใครในบ้านแปลกใจอีกแล้วหากยามพลบค่ำจะได้ยินเสียงกระเบื้องขยับเบา ๆ เหนือศีรษะ

ปีนี้จิ้งเหออายุยี่สิบ เกิดและโตในหานเฉียว เมืองการค้าริมแม่น้ำของแคว้นเหอลู่บนทวีปตงหลิง เมืองนี้แทบไม่เคยหลับสนิท เรือขนสินค้ายังเข้าออกท่าน้ำแม้ยามดึก ส่วนคลังของตระกูลใหญ่หลายแห่งก็มักแขวนตะเกียงไว้ทั้งคืน เผื่อเรือมาถึงช้ากว่ากำหนด

จิ้งเหอดึงสมุดปกหนังเก่าออกจากอกเสื้อ เปิดไปยังหน้าที่คั่นด้วยเชือกป่าน ก่อนจดตำแหน่งดาวดวงหนึ่งเหนือแนวหลังคาตลาดฝั่งตะวันออก เทียบกับบันทึกเมื่อคืน คืนก่อนหน้า และบันทึกเก่าที่ย้อนกลับไปถึงสามปีก่อน

แท้จริงแล้วดาวคืออะไร เขาไม่รู้ และดูเหมือนคนในหานเฉียวก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด หนังสือเก่าที่ซื้อจากร้านริมตลาดให้คำอธิบายไม่ตรงกัน บางเล่มว่าดาวคือดวงไฟนิรันดร์ บางเล่มว่าเป็นช่องทางของวิญญาณเซียนผู้ล่วงลับ บางเล่มไม่กล่าวถึงกำเนิดของมันเลย เพียงบันทึกว่าดาวใดปรากฏในฤดูไหน อยู่เหนือทิศใด และเคลื่อนผ่านฟากฟ้าอย่างไร

หลายปีมานี้จิ้งเหอเลิกสนใจคำอธิบายที่พิสูจน์ไม่ได้ เขาเชื่อสิ่งที่ตนจดไว้มากกว่า—ตำแหน่ง เงา ระยะเวลา และความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยที่สะสมจากปีหนึ่งสู่อีกปีหนึ่ง

สิ่งที่เขาอยากรู้ไม่ใช่ว่าผู้คนเรียกดาวเหล่านั้นว่าอะไร แต่อยากรู้ว่าพวกมันเคลื่อนที่เช่นไรกันแน่

ลมเย็นพัดกลิ่นถ่านจากครัวชั้นล่างขึ้นมาปะปนกับกลิ่นเหล็กจากโรงเก็บของหลังบ้าน เสียงล้อเกวียนดังมาจากตรอกด้านหน้า ตามด้วยเสียงพี่สาวของเขาสั่งคนงานเรื่องกล่องตะปูที่นับได้ไม่ตรงบัญชี

จิ้งเหอเงยหน้ามองฟ้าอีกครั้ง เมฆบางเริ่มขยายจากทิศตะวันตก อีกไม่นานดาวแถบนั้นคงถูกบังจนหมด เขาจึงปิดสมุด เก็บเข้าที่ แล้วลงจากหลังคาตามทางเดิมอย่างคล่องแคล่ว จุดไหนควรเหยียบ จุดไหนกระเบื้องหลวม เขาจำได้หมดโดยแทบไม่ต้องมอง

---

บ้านเสิ่นไม่ใช่ตระกูลผู้บำเพ็ญ และไม่เคยมีผู้บำเพ็ญถือกำเนิดขึ้นในบ้านนี้ สิ่งที่ตระกูลมีคือกิจการค้าส่งเหล็ก เครื่องมือ และส่วนแบ่งในเรือขนสินค้าสองลำที่วิ่งตามลำน้ำเชื่อมหานเฉียวกับเมืองท่าทางเหนือ ฐานะของบ้านเสิ่นนับว่ามั่นคงในระดับเมือง แม้ไม่ใช่ตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงไปถึงทั้งแคว้น แต่หลายปีที่น้ำหลากหรือมีลูกหนี้ผิดนัดก็ยังประคองกิจการมาได้โดยไม่ถึงกับขาดมือ

เสิ่นเหวินซื่อ พ่อของจิ้งเหอ อายุสี่สิบเก้าปี เป็นคนดูแลสัญญาและความเสี่ยงของกิจการ เขาเคยเห็นพ่อค้าหลายรายล้มเพราะเชื่อคำรับรองด้วยปาก จึงติดนิสัยอ่านสัญญาทุกบรรทัดอย่างน้อยสองรอบ และไม่เคยลงนามอะไรในยามมีโทสะ

คืนนี้เขานั่งอยู่ในห้องบัญชี ตะเกียงน้ำมันสองดวงส่องกระดาษที่กางเต็มโต๊ะ เบื้องหน้าเป็นสัญญาส่งเหล็กแท่งให้ร้านตีมีดฝั่งตะวันตก ตัวเลขในสัญญาไม่ตรงกับที่เสมียนคำนวณไว้เมื่อเช้า

หลินซูอวิ๋น ภรรยาของเขา อายุสี่สิบหก นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมสมุดบัญชีภายในบ้านอีกเล่ม นางดูว่าเงินในบ้านถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง ตั้งแต่ค่าซ่อมหลังคาห้องเก็บของ ค่าใช้จ่ายของคนงาน ไปจนถึงค่าหนังสือที่จิ้งเหอซื้อเพิ่มในเดือนนี้

นางไม่ได้ห้ามลูกชายซื้อหนังสือ เพียงจดไว้ตามหน้าที่

“สามเล่มเดือนนี้” หลินซูอวิ๋นเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า เมื่อเห็นจิ้งเหอเดินผ่านประตูห้องบัญชีเข้ามารินน้ำจากไหตรงมุมห้อง

“หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือเก่า ข้ายืมมาคัดเฉพาะส่วนที่ขาด ไม่ได้ซื้อทั้งเล่ม” จิ้งเหอตอบ

หลินซูอวิ๋นพยักหน้ารับ เรื่องจึงจบเพียงเท่านั้น ในบ้านเสิ่นไม่มีใครห้ามเขาใช้เงินกับหนังสือ ตราบใดที่เจ้าตัวยังรู้ว่าเงินมาจากไหนและใช้ไปเท่าไร

เสิ่นเหวินซื่อเงยหน้าจากสัญญา “จำนวนที่ร้านตีมีดขอมามากกว่าเหล็กในคลังฝั่งเหนืออยู่สองร้อยชั่ง เจ้าลองตรวจให้พ่อหน่อยว่าคลังฝั่งใต้ยังเหลือเท่าไร ถ้าไม่พอ พรุ่งนี้คงต้องไปคุยเรื่องเลื่อนกำหนดส่ง”

จิ้งเหอวางถ้วยน้ำแล้วเข้ามาดูตัวเลขบนโต๊ะ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “คลังฝั่งใต้เหลือราวร้อยแปดสิบชั่ง หากรวมของที่พี่เพิ่งรับจากเรือเมื่อเช้า ปริมาณน่าจะพอ แต่ยังมีสัญญาเก่าอีกสามรายที่ต้องกันของไว้ หากเอามารวมหมด เดือนหน้าจะเป็นฝ่ายเราที่ขาดส่ง”

เสิ่นเหวินซื่อฟังจบก็พยักหน้า เรื่องคำนวณสินค้าเช่นนี้จิ้งเหอช่วยมาตั้งแต่อายุสิบห้าแล้ว จึงไม่มีอะไรน่าประหลาดใจสำหรับคนในบ้าน

“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าค่อยให้เสมียนเอาบัญชีสองคลังมาเทียบกันใหม่” เขาว่า “อย่าเพิ่งรับปากร้านตีมีด”

จิ้งเหอรับคำ ก่อนยกถ้วยน้ำกลับออกไป

---

เช้าวันรุ่งขึ้น ตลาดหานเฉียวคึกคักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พ่อค้าปลาแม่น้ำตั้งแผงอยู่ข้างท่าน้ำ ควันจากเตาขนมแป้งลอยปนไอเย็นของหมอก เกวียนบรรทุกผักจากหมู่บ้านรอบนอกทยอยผ่านประตูเมืองเข้ามา เสียงต่อรองราคาดังสลับกับระฆังจากเรือที่กำลังถอนสมอ

เสิ่นอวี้หนิง พี่สาวของจิ้งเหอ อายุยี่สิบห้าปี ยืนอยู่หน้าคลังฝั่งใต้ตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น มือหนึ่งถือแผ่นไม้บันทึกรายการสินค้า อีกมือชี้กำกับคนงานที่กำลังขนกล่องเครื่องมือลงจากเรือ

นางดูแลคลังและการส่งของจริงจังมาสี่ปี รู้จักคนงานแทบทุกคนด้วยชื่อ รู้ว่าใครขยัน ใครชอบเลี่ยงงานหนัก และใครกำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สินจนไม่ควรปล่อยให้อยู่เวรเฝ้าคลังคนเดียว

“นับกล่องตะปูอีกครั้ง” นางสั่งคนงานหนุ่มคนหนึ่ง “เมื่อวานได้สี่สิบสอง แต่บันทึกจากต้นทางเขียนว่าสี่สิบห้า ถ้าหายจริงก็ต้องรู้ว่าหายตรงไหน อย่าปล่อยให้กลายเป็นของที่มาหายตอนอยู่ในมือเรา”

จิ้งเหอมาถึงพอดี เขาช่วยงานคลังตอนเช้าเป็นประจำ อวี้หนิงเห็นน้องชายก็ยื่นแผ่นไม้ให้โดยไม่ต้องอธิบาย จิ้งเหอรับมาตรวจรายการ เทียบจำนวนของกับตำแหน่งที่บันทึกไว้บนเรือ

“ลองดูใต้กระสอบข้าวในเรือก่อน” เขากล่าว “เมื่อวานกระสอบถูกกองปิดทางเดิน ถ้ากล่องสามใบถูกวางชิดกราบเรือ คนขนอาจมองไม่เห็น พอหาในเรือไม่เจอจริง ๆ ค่อยตรวจคนขนของบนฝั่ง”

อวี้หนิงหันมามอง “เมื่อวานเจ้าไม่ได้อยู่ตอนลงของ เหตุใดจำได้ละเอียดเพียงนี้”

“ตอนกินข้าว พี่บ่นอยู่ตั้งนานว่ากระสอบข้าวกองสูงจนเดินแทบไม่ได้”

อวี้หนิงชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาแล้วหันไปเรียกคนงานให้กลับขึ้นเรือ

ไม่ถึงครึ่งเค่อ เสียงคนจากบนเรือก็ตะโกนลงมาว่าพบกล่องตะปูทั้งสามใบจริง ๆ มันถูกกระสอบข้าวทับอยู่ชิดกราบเรือด้านใน

อวี้หนิงไม่ได้หันมาชม เพียงขีดแก้จำนวนบนแผ่นไม้แล้วโยนงานอีกชิ้นให้น้องชายทำต่อ ส่วนจิ้งเหอก็รับไปตามปกติ

---

ข่าวเรื่องรอบตรวจศักยภาพที่เมืองด่านชิงจิ้นมาถึงหานเฉียวในบ่ายวันเดียวกัน ผ่านพ่อค้าเดินทางไกลผู้หนึ่งซึ่งค้าขายกับเสิ่นเหวินซื่อมานานกว่าสิบปี ชายผู้นั้นแวะส่งสินค้าที่คลัง ก่อนเข้ามานั่งดื่มชาในห้องรับแขกเล็กด้านหน้าบ้าน

“ปีนี้สำนักหลิงเยว่ประกาศรอบตรวจที่ชิงจิ้นเร็วกว่าหลายปีที่ผ่านมา” เขาว่าพลางเป่าชาร้อน “ข่าวมาจากพวกขนสินค้าที่วิ่งเส้นชายแดน บอกว่าจำนวนคนที่สำนักตั้งใจรับมากกว่าปกติด้วย เห็นว่าสามปีก่อนพวกเขาเสียกำลังคนไปไม่น้อยในงานสำรวจภูเขาทางเหนือ”

เสิ่นเหวินซื่อเติมชาให้แขก “รอบตรวจของพวกเขายังไม่มีกำหนดตายตัวเหมือนเดิมหรือ”

“เหมือนเดิม บางครั้งสามปี บางครั้งห้าปี แล้วแต่ทางสำนัก ครั้งก่อนที่ข้าได้ยินข่าวก็หกปีก่อนแล้ว” พ่อค้ากล่าว ก่อนยิ้ม “เสิ่นพี่เองก็เคยไปตรวจตอนหนุ่มมิใช่หรือ”

เสิ่นเหวินซื่อพยักหน้า สีหน้าไม่เปลี่ยน “เคยไป ตอนนั้นข้าอายุสิบเก้า เดินทางไปกับเพื่อนบ้านอีกสามคน สุดท้ายไม่มีใครผ่านสักคน กลับมาก็ช่วยบิดาดูแลกิจการต่อ ถึงจะเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ”

เขาพูดเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงธรรมดา เหมือนเล่าถึงปีที่น้ำหลากหรือคราวที่เรือสินค้าติดอยู่กลางทาง เป็นเรื่องหนึ่งในชีวิตที่ผ่านมานานแล้ว

จิ้งเหอนั่งอยู่ไม่ไกล กำลังตรวจบัญชีที่มารดาฝากไว้ มือที่ถือพู่กันหยุดชั่วครู่

เขารู้เพียงว่าบิดาเคยไปตรวจศักยภาพตอนหนุ่ม แต่ไม่เคยรู้รายละเอียดถึงเพียงนี้ และที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยนึกอยากถามให้มากความ เพราะเห็นว่าบิดาไม่ได้ถือเรื่องนั้นเป็นสำคัญ

ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน

“กำหนดตรวจเมื่อใด” จิ้งเหอถามขึ้น

พ่อค้าหันมามองเขาแล้วบอกวันที่คร่าว ๆ รวมทั้งเส้นทางที่คนจากหานเฉียวมักใช้ไปชิงจิ้น ข่าวพวกนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นประกาศทางการของเมือง แต่สำหรับพ่อค้าที่วิ่งเส้นทางไกล ข้อมูลซึ่งช้ากว่าความจริงหลายวันอาจหมายถึงเงินจำนวนไม่น้อย จึงไม่มีใครรอให้กระดาษประกาศมาถึงหน้าประตูแล้วค่อยเริ่มสนใจ

จิ้งเหอจำวันนั้นไว้โดยไม่พูดอะไรต่อ

---

คืนนั้น ข่าวจากชิงจิ้นถูกยกขึ้นมาพูดอีกครั้งบนโต๊ะอาหาร

อวี้หนิงถามเรื่องระยะทางและจำนวนวันที่ต้องใช้ เพราะหากจิ้งเหอไปจริง งานในคลังฝั่งใต้ย่อมต้องให้คนอื่นรับช่วงชั่วคราว หลินซูอวิ๋นถามถึงที่พักระหว่างทาง ส่วนเสิ่นเหวินซื่อเล่าว่าเส้นทางเมื่อสามสิบปีก่อนกับตอนนี้น่าจะต่างกันมากเพียงใด

พวกเขาคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจิ้งเหอจะวางตะเกียบลง

“ข้าอยากไปตรวจด้วย”

คนบนโต๊ะเงียบไปชั่วอึดใจ ไม่ใช่เพราะตกใจจนพูดไม่ออก แต่เพราะทุกคนรู้ดีว่าจิ้งเหอไม่ใช่คนเอ่ยเรื่องสำคัญขึ้นมาเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

เขามองบิดากับมารดาแล้วกล่าวต่อเอง

“ข้าไม่ได้คิดจะไปเพราะเบื่อชีวิตที่บ้าน และไม่ได้ฝันว่าตัวเองจะต้องผ่านให้ได้ ข้าดูดาวมาสิบกว่าปี จดสิ่งที่เห็นทุกคืนที่ฟ้าเปิด เทียบมันปีแล้วปีเล่า หนังสือที่หาได้ในหานเฉียว ข้าก็อ่านแทบหมดแล้ว”

จิ้งเหอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม

“แต่ต่อให้ข้าซื้อหนังสือเพิ่มอีกเป็นร้อยเล่ม สิ่งที่ทำได้ก็คงยังไม่พ้นการเงยหน้ามองจากพื้นดิน ข้าไม่รู้ว่าเส้นทางบำเพ็ญจะพาไปได้ไกลเพียงใด หรือสิ่งที่ผู้บำเพ็ญทำได้จริงต่างจากเรื่องเล่ามากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามีหนทางหนึ่งที่อาจทำให้ข้าไปเห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยตาตัวเอง ข้าก็อยากลองดูสักครั้ง”

เมื่อพูดจบ เขาก็ยกถ้วยน้ำขึ้นดื่ม ไม่เร่งรอคำตอบ

เสิ่นเหวินซื่อวางถ้วยข้าวลง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าโอกาสผ่านมีน้อยเพียงใด พ่อไปเองยังไม่ผ่าน”

“รู้” จิ้งเหอตอบ “เพราะอย่างนั้นข้าจึงไม่ได้คิดจะเดิมพันอะไรกับมัน ข้ายังมีเวลาจัดการงานในคลัง เตรียมทางไปชิงจิ้น และไปดูด้วยตาตัวเองว่าการตรวจเป็นอย่างไร หากไม่ผ่าน ข้าก็กลับมา แต่หากไม่ไปเลย เรื่องนี้คงค้างอยู่ในใจข้าอีกนาน”

หลินซูอวิ๋นมองลูกชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาสามี “ค่าเดินทาง ที่พัก แล้วก็ค่าตรวจ บ้านเรารับไหวหรือไม่”

“รับไหว” เสิ่นเหวินซื่อตอบ “ค่าใช้จ่ายพวกนั้นไม่ถึงกับทำให้กิจการสะเทือน แต่ข้าจะไม่จ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อวิ่งเต้นหาผลตรวจ หรือซื้อของวิเศษที่ใครสักคนอ้างว่าจะช่วยให้ผ่าน เรื่องเช่นนั้นข้าไม่เชื่อ”

เขาหันกลับมาหาลูกชาย

“ถ้าเจ้าไปแล้วไม่ผ่าน ก็กลับมาทำงานที่บ้านต่อ ไม่มีใครในบ้านนี้จะเอาเรื่องนั้นมาหัวเราะเจ้า”

อวี้หนิงฟังอยู่เงียบ ๆ มาตลอด จึงกล่าวขึ้นบ้าง “ถ้าไปจริง เจ้าคงหายไปอย่างน้อยครึ่งเดือน งานคลังฝั่งใต้ช่วงนั้นต้องมีคนรับแทน ข้าไม่ยอมทำสองคนคนเดียวแน่”

“ข้าจะช่วยจัดคนแทนให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง” จิ้งเหอกล่าว “บัญชีค้างชุดไหนต้องส่งต่อให้ใคร ข้าจะเขียนไว้ให้หมด และก่อนออกจากเมืองจะตรวจสต็อกกับพี่อีกรอบ”

“อย่างนั้นค่อยฟังดูเป็นคนจะไปเดินทางหน่อย”

อวี้หนิงก้มกินข้าวต่อ ไม่ได้พูดเรื่องนี้อีก

หลังจากนั้นครอบครัวเสิ่นจึงไล่ดูเรื่องที่ต้องจัดการทีละอย่าง ตั้งแต่กำหนดออกเดินทาง ค่าใช้จ่าย ไปจนถึงงานในคลังที่ต้องส่งต่อ ไม่มีใครห้ามจิ้งเหอ และไม่มีใครพูดราวกับว่าเขากำลังจะไปคว้าโชควาสนาครั้งใหญ่ สำหรับบ้านที่อยู่กับการค้าและการเดินทางมาหลายสิบปี ต่อให้เป็นความฝันของลูกชาย เรื่องที่ต้องทำก่อนก็ยังเป็นการนับวัน เตรียมเงิน และปิดงานที่ค้างให้เรียบร้อย

---

หลังอาหารเย็น จิ้งเหอกลับขึ้นหลังคาอีกครั้ง

คืนนี้ฟ้าเปิดเต็มที่ ดาวแถบเดิมที่เขาติดตามมาสามปีอยู่เกือบตรงตำแหน่งที่คำนวณไว้ เขาเปิดสมุด จดตัวเลขตามปกติ แล้วมือก็หยุดอยู่เหนือหน้าถัดไป

ครู่หนึ่งต่อมา จิ้งเหอพลิกไปยังหน้าว่าง เขียนวันที่ไว้บรรทัดบน ก่อนเขียนอีกบรรทัดใต้ลงมา

*เมืองด่านชิงจิ้น — หกถึงแปดวันโดยเกวียน*

เขามองตัวหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนหน้านี้ ชิงจิ้นเป็นเพียงชื่อเมืองบนแผนที่การค้าของบ้าน เป็นจุดหนึ่งบนเส้นทางที่พ่อค้าและสินค้าเดินทางผ่านไปมา แต่คืนนี้ เมืองนั้นมีวันที่เขาต้องไปถึงแล้ว

เสียงระฆังจากเรือสินค้าลำสุดท้ายของคืนดังแผ่วขึ้นจากท่าน้ำ เรือกำลังแล่นไปทางเหนือ ไฟบนหัวเรือค่อย ๆ เคลื่อนผ่านแนวบ้านเรือนไปตามลำน้ำ

จิ้งเหอปิดสมุด สอดมันกลับเข้าอกเสื้อ แล้วนั่งมองท้องฟ้าอยู่บนหลังคาอีกพักหนึ่ง

พรุ่งนี้เขาต้องคุยกับอวี้หนิงเรื่องคนแทนงานในคลัง ต้องถามบิดาเรื่องเส้นทางไปชิงจิ้น และต้องเตรียมของสำหรับการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิต

ส่วนคืนนี้ เขายังมีดาวอีกสองดวงที่ต้องจดให้เสร็จก่อนเมฆจะมา

ตอนถัดไป