ฤดูฝนมาถึงหุบเขาหลิงเยว่ในสัปดาห์ที่ห้า และไม่ยอมไปไหนอีกเกือบเดือน
ฝนที่นี่ไม่ได้ตกหนักอย่างที่หานเฉียว มันตกบาง ๆ ทั้งวัน ละอองลอยมาเกาะทุกอย่างจนเสื้อผ้าบนราวตากไม่เคยแห้งสนิท ศิษย์ในเรือนสนตะวันตกเริ่มเอาผ้าไปอบที่ห้องเตาของโรงอาหาร แล้วป้าหลัวก็เริ่มเก็บค่าอบผ้าครั้งละครึ่งแต้ม ใครไม่จ่ายนางก็ไม่ไล่ แต่วันต่อมาข้าวในชามคนนั้นจะพูนน้อยกว่าเดิมหนึ่งทัพพี
ลานศิลาของกลุ่มแสงย้ายเข้าไปอยู่ใต้ชายคาโถงหินของเรือนรากฐาน ปราณแสงใต้หลังคาน้อยกว่ากลางแจ้งมาก เจียงเหวินบอกว่าดี คนที่ฝึกได้ในที่ที่ปราณบางจะไม่ต้องห่วงตอนที่ปราณหนา
ในสัปดาห์เหล่านั้น จิ้งเหอใช้ชีวิตเป็นรอบหกวัน
สามวันเช้าเรียนแสง สองรอบบ่ายเรียนอสนี ทุกสามวันไปคลังทิศเหนือครึ่งวัน วันที่เหลือรับงานจากกระดาน หรือไม่ก็นั่งฝึกบนเตียงจนมู่เฉิงบ่นว่าเขาหายใจเสียงดัง เขาไม่ได้เดินไปหอตำราอีกฝั่งหุบเขาเลยสักครั้ง ทั้งที่อยากไปตั้งแต่วันแรก
ปราณแสงเขาเดินหน้าเร็วจนตัวเขาเองแปลกใจ
ปลายสัปดาห์ที่สี่ เขากักปราณไว้ในแอ่งได้ครบหนึ่งก้านธูป ปลายสัปดาห์ที่ห้า ได้สามก้าน และเริ่มทำสิ่งที่เจียงเหวินเรียกว่าการเติม คือการชวนปราณเส้นใหม่ลงไปขณะที่ปราณเส้นเก่ายังอยู่ ให้สองเส้นรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วค่อยเป็นสาม เป็นสี่ จนแอ่งที่เคยมีแต่จุดอุ่นขนาดเมล็ดงา เริ่มมีบางอย่างที่คล้ายหยดน้ำค้าง
การเติมครั้งแรกของเขาพลาด เพราะปราณเส้นใหม่ลงไปเร็วเกินไป ชนกับเส้นเก่าจนทั้งคู่กระจาย เขาเสียเช้านั้นไปทั้งเช้า การเติมครั้งที่สองเขาชวนเส้นใหม่ช้ากว่าเส้นแรกครึ่งหนึ่ง มันรวมกันได้ และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พบว่าการเติมไม่ได้ขึ้นกับความเร็ว แต่ขึ้นกับว่าเส้นใหม่อุ่นเท่ากับเส้นเก่าหรือไม่ ปราณที่ชวนเข้ามาใหม่จะเย็นกว่าปราณที่อยู่ในแอ่งมาแล้วเล็กน้อย ถ้าพักมันไว้ที่อกสองสามลมหายใจก่อน ให้มันอุ่นขึ้น มันจะรวมกันง่ายกว่ามาก
เขาไม่รู้ว่าที่คิดได้นี้ถูกต้องตามตำราหรือไม่ แต่มันได้ผล และเจียงเหวินเห็นเขาพักปราณไว้ที่อก แล้วไม่ได้บอกให้เลิก
กลางสัปดาห์ที่หก เผยอิ้งกับเขาเป็นสองคนแรกของกลุ่มแสงที่เจียงเหวินให้ย้ายไปนั่งแถวหน้า ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไรนอกจากว่าผู้สอนจะเดินผ่านบ่อยขึ้น และจะเห็นทุกอย่างที่ทำผิด
...
อสนีไม่ได้เดินหน้าอย่างนั้น
มันเดิน มันไม่ได้หยุด แต่ทุกก้าวที่ได้มาต้องจ่ายแพง
เขาได้ห้องหินนอกเวลาครั้งแรกในสัปดาห์ที่หก หนึ่งชั่วยาม สองแต้ม จากเงินที่ได้จากเหลียงซู่ ธูปอสนีห่อแรกมาถึงช้ากว่าที่หอร้อยช่างบอกไว้สองวัน เขาจุดมันครั้งละครึ่งก้าน เพราะถ้าจุดทั้งก้านต่อครั้ง ห่อหนึ่งจะใช้ได้แค่สิบครั้ง
ในสัปดาห์ที่หก ปราณอสนีของเขาลงไปถึงแอ่งปราณเป็นครั้งแรก แล้วก็ออกมาภายในลมหายใจเดียว ไม่ใช่สลายไปเหมือนปราณแสงในวันแรก มันกระโดดออกเอง กระโดดออกทางเดียวกับที่มันเข้ามา ทางกล้ามเนื้อต้นขา
เขาลองอีก และอีก ทุกครั้งมันลงไปถึงได้ และทุกครั้งมันไม่ยอมอยู่
ถังเหยียนดูเขาลองอยู่สี่ครั้ง แล้วบอกเขาในสิ่งที่เขาไม่ได้อยากได้ยิน
“แอ่งเจ้ามีแสงอยู่แล้ว” นางว่า “แสงนิ่งแล้ว มันจองที่ไว้ อสนีที่ลงไปไม่มีที่ของตัวเองเลยกระโดดออก”
“ให้ข้าเอาแสงออกก่อนหรือขอรับ”
“ถ้าเจ้าเอาแสงออก เจ้าก็ต้องเริ่มกักแสงใหม่ทุกครั้งที่ฝึกอสนีเสร็จ สามเดือนแรกคนสองธาตุส่วนใหญ่ทำแบบนั้น แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเดินถอยหลังครึ่งวันทุกวัน” นางไม่ได้บอกว่าให้ทำหรือไม่ให้ทำ “อีกทางคือหาที่ให้อสนีข้างแสง โดยที่มันไม่ชนกันอย่างวันนั้น ทางนี้ไวกว่าถ้าเจ้าหาเจอ ส่วนใหญ่หาไม่เจอในปีแรก”
เขาลองทั้งสองทาง
ทางแรกเขาทำได้ มันน่าเบื่อ เปลืองเวลา และมันได้ผล ปลายสัปดาห์ที่เจ็ด ถ้าแอ่งว่าง ปราณอสนีของเขาอยู่ได้ครบครึ่งก้านธูป
ทางที่สอง เขาลองทุกคืนบนเตียง ด้วยเส้นอสนีบางที่สุดที่ชวนได้จากอากาศในห้อง ซึ่งมีปราณอสนีเพียงน้อยนิด น้อยจนเมื่อชนกับแสงก็ไม่ได้ทำให้ท้องปวด แค่ทำให้นิ้วเท้ากระตุก เขาลองวางมันไว้ใต้แสง ข้างแสง ในกลางแสง รอบแสง ไม่มีที่ไหนได้ผล สัปดาห์หนึ่งเต็ม ๆ เขาเชื่อว่าต้องมีจุดสักจุดในแอ่งที่ยังว่าง และเขาแค่หามันไม่เจอ
ความเชื่อนั้นทำให้เขาไม่หลับไปสามคืน และในวันที่สามที่ไปคลัง เขาอ่านใบส่งของผิดสองใบ
เหลียงซู่ไม่ได้ว่าเขา เขาแก้ใบทั้งสองเอง แล้ววางกลับลงบนโต๊ะหน้าจิ้งเหอ ครั้งหนึ่งพอ
คืนนั้นจิ้งเหอนอนเร็ว ไม่ได้ลองอะไร และตั้งใจว่าจะให้ทางที่สองรอก่อน จนกว่าเขาจะรู้อะไรมากกว่านี้ มันไม่ใช่การยอมแพ้ เขาบอกตัวเอง มันคือการรู้ว่าตัวเองกำลังหาของในห้องมืดโดยไม่มีตะเกียง
เขาไม่ได้เชื่อคำที่บอกตัวเองนั้นทั้งหมด แต่เขานอนหลับ
...
ปลายสัปดาห์ที่แปด เรือนรากฐานวัดผลศิษย์ใหม่ทุกคนเป็นครั้งแรก
ไม่มีพิธีรีตองอะไร แต่ละกลุ่มเข้าห้องโถงหินเป็นรอบ ศิษย์เดินไปทีละคน วางมือบนแผ่นหินสีขาวขุ่นกว้างราวถาดใส่อาหาร ผู้ช่วยสอนสองคนนั่งอยู่หลังแผ่นหิน คนหนึ่งดู อีกคนจด ศิษย์ต้องชวนปราณลงไปในแอ่ง กักไว้ แล้วส่งปราณส่วนหนึ่งกลับออกมาทางฝ่ามือลงไปในแผ่นหิน
แผ่นหินส่องแสงขึ้นตามปราณที่ได้รับ ผู้ช่วยสอนจดเลขลงสมุด ศิษย์เดินออก เรื่องมีแค่นั้น
ยกเว้นส่วนที่สาม การส่งปราณกลับออกมา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครในกลุ่มแสงเคยได้เรียน
เจียงเหวินบอกทุกคนในเช้าวันวัดผลว่า ครั้งนี้ไม่ใช่การสอบ ผลไม่ได้ทำให้ใครถูกไล่ออก เรือนรากฐานใช้เลขพวกนี้จัดกลุ่มสำหรับเดือนต่อไป ใครส่งปราณออกมาไม่ได้เลย ไม่แปลก ใครส่งออกมาได้บ้าง ดี ใครส่งออกมามาก อย่าหยิ่ง
จิ้งเหอดูคนที่ไปก่อนเขาสิบแปดคน สิบคนส่งปราณออกมาไม่ได้ แผ่นหินสว่างขึ้นเพียงนิดเดียวตรงที่มือแตะ จากปราณที่ติดอยู่ใต้ผิว ห้าคนส่งออกมาได้ แผ่นหินเรืองแสงสีขาวอ่อนเป็นวงรอบฝ่ามือ สามคนส่งออกมาแล้วเสียการกักปราณในแอ่งไปทั้งหมด ต้องนั่งพัก
เผยอิ้งไปเป็นคนที่สิบสอง นางส่งปราณลงแผ่นหินได้เป็นวงกว้างราวสองฝ่ามือ นิ่งและสม่ำเสมอ ผู้ช่วยสอนคนที่จดเขียนนานกว่าคนอื่น
ถึงคิวเขา
เขาวางมือขวาบนหิน มันเย็นเหมือนแผ่นหินบนลานศิลาวันแรก ชวนปราณลงไป เติมจนเต็มเท่าที่ทำได้ กักไว้ จนผู้ช่วยสอนบอกว่าส่งได้
เขาไม่เคยส่งปราณออกมาก่อน แต่เขาคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่เจียงเหวินบอกเมื่อเช้า ปราณที่อยู่ในแอ่งอุ่นกว่าปราณข้างนอก ปราณแสงชอบขึ้น ถ้าเขาเปิดทางจากแอ่งขึ้นไปที่อก แล้วจากอกไปที่ไหล่ แขน ฝ่ามือ ทางเดียวกับที่มันเข้ามาแต่กลับทิศ มันน่าจะอยากไป
มันอยากไปจริง อยากเกินไป
ทันทีที่เขาเปิดทางจากแอ่ง ปราณทั้งหมดที่กักไว้พุ่งขึ้นมาพร้อมกัน ไม่ได้ไปทางแขน มันพุ่งไปทุกทางที่ขึ้นได้ อก คอ ไหล่ทั้งสองข้าง เขาจับมันได้ครึ่งหนึ่ง ลากไปตามแขนขวาลงสู่ฝ่ามือ อีกครึ่งหนึ่งหลุดขึ้นไป และเขารู้สึกถึงความพร่าที่หลังดวงตาเหมือนวันแรก
แผ่นหินใต้มือเขาสว่างวาบขึ้นเป็นวงกว้างกว่าของเผยอิ้ง แล้วดับลงภายในชั่วลมหายใจ ไม่เหลือแม้แต่แสงอ่อนตรงที่มือแตะ
ผู้ช่วยสอนคนที่ดูเงยหน้าขึ้น มองเขา แล้วบอกคนที่จดให้จดสองเลข จิ้งเหอไม่รู้ว่าสองเลขนั้นคืออะไร เขาเดินออกมาโดยมองอะไรเป็นสีขาวอมเทาไปครึ่งหนึ่ง ต้องเอามือแตะผนังไปตลอดทาง
ตอนบ่าย กระดานหน้าเรือนรากฐานติดผลการจัดกลุ่มใหม่ เขาอยู่กลุ่มเดียวกับเผยอิ้ง กลุ่มที่เจียงเหวินสอนเอง ข้างชื่อเขามีหมายเหตุตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีข้างชื่อคนอื่น
ปริมาณดี การควบคุมทางออกไม่พอ ห้ามส่งเกินครึ่งแอ่งจนกว่าผู้สอนอนุญาต
ข้างชื่อเผยอิ้งไม่มีหมายเหตุ
...
การฝึกภาคสนามครั้งแรกของศิษย์ใหม่มาในสัปดาห์ที่เก้า หลังฝนหยุดสองวัน
เรียกว่าภาคสนามก็เกินไป มันคือการเดินขึ้นไปที่ทุ่งหญ้าบนไหล่เขาทางใต้ ซึ่งหอพิทักษ์ใช้เป็นที่ฝึกของศิษย์สายนอกรุ่นก่อน ศิษย์ใหม่ทุกธาตุถูกแบ่งเป็นกลุ่มละหกคน มีศิษย์รุ่นพี่หนึ่งคนนำ หน้าที่ของกลุ่มคือเก็บหินปราณเล็ก ๆ ที่หอพิทักษ์ฝังไว้ในทุ่งตั้งแต่เมื่อคืน กลุ่มละสิบก้อน ก่อนดวงอาทิตย์ตรงหัว
หินปราณแต่ละก้อนขนาดไม่เกินนิ้วโป้ง ฝังลึกไม่ถึงคืบ ปล่อยปราณออกมาจาง ๆ ซึ่งคนที่ไวพอจะรู้สึกได้จากระยะไม่กี่ก้าว ทุ่งหญ้ากว้างเท่าหมู่บ้านเล็ก ๆ หญ้าสูงถึงเข่า และยังเปียกจากฝน
จิ้งเหอคิดว่านี่เป็นงานที่เขาจะทำได้ดี เขารู้สึกถึงปราณได้ไวกว่าเกือบทุกคนในกลุ่มแสง ไม่มีเหตุผลที่เขาจะหาหินไม่เจอ
กลุ่มของเขามีตู้เหวินซาน เด็กหญิงธาตุดินชื่อซุนเหมย ชายหนุ่มธาตุลมสองคน และหลินเสียวชวนจากกลุ่มอสนี ศิษย์รุ่นพี่ที่นำกลุ่มเป็นหญิงสาวธาตุไม้ที่บอกชื่อแล้วก็ไปนั่งใต้ต้นไม้ ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากบอกว่าถ้ามีคนบาดเจ็บให้ตะโกน
เขาหาเจอสองก้อนในช่วงแรก เร็วกว่าคนอื่นในกลุ่มมาก
แล้วก็เริ่มมีปัญหา
ปราณที่หินปล่อยออกมาเป็นปราณทั่วไป ไม่มีธาตุ ความไวของเขารับรู้มันได้ แต่มันก็รับรู้ทุกอย่างอื่นด้วย ปราณแสงจากแดดบนใบหญ้าเปียก ปราณของคนห้าคนที่เดินอยู่รอบตัว ปราณจากหินปราณก้อนอื่นที่กลุ่มอื่นยังไม่ได้เก็บ ทั่วทั้งทุ่งมีศิษย์เกือบร้อยคน ทุกคนกำลังชวนปราณหรือไม่ก็ใช้มันหา ทุ่งหญ้าทั้งทุ่งกลายเป็นตลาดที่มีคนตะโกนร้อยคน
เขาเดินวนอยู่ที่เดิมสามรอบเพราะรู้สึกว่ามีหินอยู่ตรงนั้น แล้วพบว่าสิ่งที่รู้สึกคือปราณของหลินเสียวชวนที่เดินตามหลังเขามา
ช่วงเช้าที่เหลือ กลุ่มของเขาได้เพิ่มอีกสามก้อน ซุนเหมยหาได้สองก้อน โดยเอาฝ่ามือแนบดินแล้วเดินเป็นเส้นตรงไปเรื่อย ๆ ช้าจนน่าหงุดหงิด ตู้เหวินซานหาได้หนึ่งก้อน เพราะเขาเหยียบมัน
ห้าก้อน ครึ่งทาง ดวงอาทิตย์ใกล้ตรงหัวแล้ว
...
กลุ่มที่อยู่ติดกันทางตะวันออกเก็บครบสิบก้อนก่อนดวงอาทิตย์ตรงหัวราวครึ่งชั่วยาม และจิ้งเหอดูพวกเขาทำ เพราะในเวลานั้นเขาไม่มีอะไรจะทำดีกว่านั้น
ศิษย์ที่นำกลุ่มนั้นไม่ได้นั่งใต้ต้นไม้ เขาเดินอยู่กับกลุ่ม ชายหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบห้า ตัวสูงโปร่ง ชุดสายนอกแบบเดียวกัน แต่ที่เอวมีป้ายหอพิทักษ์ห้อยอยู่ข้างป้ายศิษย์ ตอนแรกจิ้งเหอคิดว่าเขาคงเป็นคนที่หาหินให้กลุ่ม แต่เขาไม่ได้หาเลยสักก้อน
สิ่งที่เขาทำคือทำให้ทุ่งเงียบ
เขายืนอยู่กลางกลุ่ม ยกมือข้างหนึ่งขึ้นระดับอก แล้วลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าบริเวณนั้นก็เปลี่ยนทิศ ไม่ได้แรงขึ้น แค่เปลี่ยน ใบหญ้ารอบกลุ่มนั้นล้มไปทางเดียวกันเป็นวงกว้างราวสามสิบก้าว และจิ้งเหอรู้สึกได้ ด้วยความไวที่ทำให้เขาหลงทางมาทั้งเช้า ว่าปราณที่ลอยปะปนอยู่ในวงนั้นถูกกวาดออกไปทางขอบ เหมือนคนกวาดฝุ่นออกจากลาน ปราณของหินที่ฝังอยู่ในดินไม่ได้ถูกกวาดไปด้วย มันยังอยู่ที่เดิม และตอนนี้มันเป็นสิ่งเดียวที่ยังอยู่ในวง
ศิษย์ในกลุ่มนั้นทั้งหกคนเดินไปหินคนละก้อนโดยไม่ต้องวน
ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้ตะโกนสั่ง เขาชี้ทิศให้คนหนึ่ง บอกอีกคนให้เดินช้าลง จับไหล่อีกคนที่กำลังจะเดินไปทางผิด แล้วหันไปทางอื่นเมื่อวงนั้นว่าง ย้ายวงไปอีกสามสิบก้าว ทำเหมือนเดิม สามครั้ง กลุ่มของเขาได้ครบสิบ แล้วเขาก็ปล่อยลมกลับไปพัดทางเดิม
ไม่มีใครในกลุ่มนั้นดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ ราวกับพวกเขารู้ตั้งแต่ก่อนขึ้นเขามาแล้วว่าจะเป็นอย่างนี้
ตู้เหวินซานกระซิบว่า นั่นคือฉีเยี่ยนโจว เขาได้ยินจากโต๊ะรุ่นพี่ในโรงอาหารว่าคนนี้ทำงานภาคสนามกับทีมของหอพิทักษ์มาแล้วหลายครั้ง ทั้งที่ยังเป็นศิษย์สายนอก ได้ยินแค่นั้น และไม่ได้พูดต่อ เพราะหลินเสียวชวนเตะส้นเท้าเขา
ฉีเยี่ยนโจวเดินผ่านกลุ่มของพวกเขาตอนนำกลุ่มตัวเองลงเขา มองกลุ่มนี้ครั้งเดียว มองนานพอจะนับว่าพวกเขาถือหินอยู่กี่ก้อน แล้วหยุดข้างซุนเหมย
“ฝ่ามือแนบดิน เดินเป็นเส้นตรง” เขาว่า “ดีกว่าวิธีของทุกคนในกลุ่มเจ้า ให้คนอื่นเดินตามเส้นขนานกับเจ้า ห่างกันสามก้าว”
แล้วเขาก็เดินต่อไป ไม่ได้มองจิ้งเหอ ไม่ได้มองใคร
...
พวกเขาทำตามนั้น เพราะไม่มีเวลาทำอย่างอื่น หกคนเดินเป็นแถวหน้ากระดาน ห่างกันสามก้าว ตามจังหวะของซุนเหมย ช้าอย่างที่จิ้งเหอไม่ชอบ ในแถวนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรับรู้ทั้งทุ่ง เขาต้องรับรู้แค่แถบกว้างสามก้าวข้างหน้า ปราณของคนอื่นอยู่ข้าง ๆ เสมอ อยู่ในที่ที่เขารู้ว่ามันอยู่ เขาจึงไม่สนใจมันได้ เหมือนกับที่เรียนไม่สนใจปราณแสงส่วนใหญ่บนลานศิลา
เขาหาได้อีกสองก้อน หลินเสียวชวนหนึ่ง ชายหนุ่มธาตุลมคนหนึ่งหนึ่งก้อน
เก้าก้อน ตอนที่ศิษย์รุ่นพี่ใต้ต้นไม้ลุกขึ้นบอกว่าหมดเวลา
ไม่มีใครลงโทษพวกเขา ไม่มีใครชมกลุ่มที่ได้ครบ หอพิทักษ์นับหินคืน จดตัวเลข แล้วปล่อยให้ทุกคนเดินลงเขาไปกินข้าว
ระหว่างทางลง จิ้งเหอพบว่าตัวเองมองหาหลังของฉีเยี่ยนโจวในแถวคนที่เดินลงข้างหน้า ไม่เจอ ชายหนุ่มคนนั้นน่าจะลงไปก่อนแล้ว หรือไม่ก็ไปทางอื่น
สิ่งที่อีกฝ่ายทำในทุ่งหญ้านั้น เขาทำไม่ได้ เขาไม่ได้มีธาตุลม แต่ต่อให้มี เขาก็ไม่ได้มีสิ่งที่ทำให้คนหกคนเดินไปหาหินคนละก้อนโดยไม่ต้องบอกซ้ำ ไม่ได้มีสายตาที่มองกลุ่มคนอื่นเพียงครั้งเดียวแล้วรู้ว่าใครในนั้นทำถูก
และสิ่งที่ทำให้เขารำคาญที่สุดไม่ใช่เรื่องนั้น มันคือซุนเหมย ที่ทำถูกมาตั้งแต่ต้น และเขาเดินผ่านนางไปมาทั้งเช้าโดยไม่ได้คิดว่าวิธีของนางมีอะไรให้ดู เพราะมันช้า
ที่โรงอาหารคืนนั้น เขานั่งโต๊ะเดียวกับซุนเหมย ไม่ได้ตั้งใจ แค่ที่ว่างเหลืออยู่ตรงนั้น นางกินเร็วมากและไม่ได้พูดอะไร เขาถามนางว่าคิดวิธีแนบฝ่ามือกับดินได้อย่างไร นางบอกว่าที่บ้านขุดบ่อน้ำ บิดาหาตาน้ำแบบนั้น แล้วก็ลุกขึ้นไปล้างชาม
...
ในสัปดาห์ที่สิบ เขาได้ห้องหินนอกเวลาสองชั่วยาม ปราณอสนีของเขาในแอ่งว่างอยู่ได้หนึ่งก้านธูป ปราณแสงของเขาเติมจนแอ่งมีหยดปราณที่เขารู้สึกได้ชัดเหมือนถือเมล็ดถั่วไว้ในมือ
เจียงเหวินเริ่มให้เขาส่งปราณกลับออกมาทางฝ่ามือ ไม่เกินครึ่งแอ่ง ครั้งละเส้นเดียว วันแรกเขาทำพลาดสามครั้ง ตาพร่าหนึ่งครั้ง วันที่สองพลาดหนึ่งครั้ง วันที่สามไม่พลาด แต่ปราณที่ออกมาทางฝ่ามือบางเกินกว่าจะทำอะไรได้ นอกจากทำให้ใบไม้แห้งใบหนึ่งที่เจียงเหวินวางบนมือเขาเรืองแสงขาวจาง ๆ อยู่ชั่วลมหายใจ
เผยอิ้งทำให้ใบไม้ของนางเรืองอยู่ได้สิบลมหายใจตั้งแต่วันแรก
เขาดูใบไม้ในมือตัวเองดับลง แล้วหยิบใบใหม่จากตะกร้า