นิยายเรื่องใหม่

ตอนที่ 15

สิ่งที่ยังอยู่เมื่อตื่นขึ้น

จดหมายจากหานเฉียวมาถึงในสัปดาห์ที่สิบเอ็ด

มันมากับรถศิลาเที่ยวเช้า ผ่านโรงไม้ข้างรางที่หญิงในชุดสีเทาอมฟ้ายังคงยืนอยู่หลังกระดานเหมือนวันแรก ผ่านมือคนคัดจดหมายของสำนักกิจการภายนอก ผ่านผู้ดูแลเรือนสนตะวันตก ซึ่งวางมันไว้บนสมุดเล่มหนาหน้าห้อง และบอกจิ้งเหอตอนเขาเดินผ่านว่า “ของเจ้า หนักกว่าจดหมายทั่วไป”

ซองนั้นหนักเพราะมีสองฉบับอยู่ข้างใน และมีห่อกระดาษน้ำมันเล็ก ๆ อีกห่อหนึ่ง

ฉบับแรกเป็นลายมือบิดา สั้น เขียนเหมือนเขียนใบสั่งของ กิจการเรียบร้อยดี เรือสองลำเข้าอู่ซ่อม ค่าขนส่งทางแม่น้ำขึ้นหนึ่งส่วน มารดาสบายดี ให้กินข้าวให้ครบ อย่าใช้เงินที่ให้ไปกับของไม่จำเป็น ท้ายจดหมายมีบรรทัดหนึ่งที่เขียนด้วยหมึกคนละสีกับบรรทัดอื่น เหมือนเขียนเพิ่มทีหลัง ถ้าต้องใช้ก็ใช้เถิด ไม่ต้องเก็บไว้ให้พ่อ

ฉบับที่สองเป็นลายมืออวี้หนิง ยาวกว่ามาก และเกือบทั้งหมดเป็นคำถาม ที่นั่นมีกี่คน กินอะไร เรียนอะไร ครูดุไหม คลังที่ใบส่งของผิดบ่อยกว่าบ้านสามเท่าอยู่ที่ไหน ผิดอย่างไร ยกตัวอย่างมาสักใบ แล้วท้ายจดหมาย นางเขียนว่าลูกคิดลูกที่หลวม ให้เอาด้ายพันแกนตรงนั้นสองรอบ แล้วใส่ลูกกลับเข้าไป มันจะไม่หลุดอีก ข้าทำแบบนี้กับของข้ามาสามปีแล้ว

ในห่อกระดาษน้ำมันเป็นขนมถั่วเขียวของร้านหัวสะพานที่หานเฉียว แตกไปครึ่งหนึ่งระหว่างทาง

เขาแบ่งมันวางไว้บนเตียงทุกเตียงในห้อง รวมทั้งเตียงของตู้เหวินซาน

แล้วเขาก็เอาด้ายของเรือนพันแกนลูกคิดสองรอบ ลูกนั้นไม่หลวมอีก

...

ในสัปดาห์เดียวกันนั้น เผยอิ้งเข้าสู่ขั้นแรก

ไม่มีใครประกาศ เจียงเหวินแค่ไม่ได้เรียกนางมานั่งแถวหน้าในเช้าวันหนึ่ง นางไปรายงานตัวที่เรือนรากฐาน ขึ้นทะเบียน รับป้ายศิษย์แผ่นใหม่ที่เหมือนแผ่นเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ด้านหลังมีขีดเล็ก ๆ ขีดหนึ่งอยู่ใต้ลายนิ้วมือ บ่ายวันนั้นนางกลับมานั่งที่ลานศิลาอีก เพราะไม่มีที่อื่นให้ไป ผู้สอนกลุ่มถัดไปยังไม่เปิดรับจนต้นเดือนหน้า

จิ้งเหอรู้ว่านางเข้าสู่ขั้นแรกแล้ว เพราะเขารู้สึกได้ ปราณแสงในตัวนางไม่ได้มากขึ้นกว่าเมื่อวานมากนัก แต่มันไม่ได้ถูกประคองอีกแล้ว นางไม่ต้องกักมัน มันอยู่เอง อยู่ในแอ่งของนางเหมือนน้ำอยู่ในบ่อ ไม่ใช่น้ำที่ถูกประคองไว้ในอุ้งมือ

นั่นคือขั้นแรก ไม่ต้องมีใครอธิบาย เรือนรากฐานเรียกมันว่าการตั้งแอ่ง ศิษย์ในโรงอาหารเรียกมันว่าการได้นอน เพราะนับจากนั้น คืนหนึ่งจะหลับได้โดยที่ตื่นมาแล้วปราณในแอ่งยังอยู่ ไม่ต้องเริ่มชวนใหม่ทุกเช้า

ของจิ้งเหอยังไม่อยู่

ทุกเช้าเขาตื่นมาพบว่าแอ่งปราณว่าง หรือเกือบว่าง ปราณแสงที่เขาเติมจนเป็นหยดขนาดเมล็ดถั่วก่อนนอน หายไปกับการหลับ เหลือเพียงความอุ่นจาง ๆ ที่บอกว่าเคยมีอะไรอยู่ตรงนั้น เขาเริ่มชวนใหม่ได้เร็ว เร็วกว่าเผยอิ้งเมื่อเดือนก่อน เร็วกว่าคนเกือบทั้งกลุ่ม แต่เริ่มใหม่ก็คือเริ่มใหม่

...

เขาใช้เวลาสี่วันกว่าจะรู้ว่าปราณแสงไม่ได้หายไปตอนหลับเพราะตัวมันเอง

คืนที่สี่ เขาลองไม่ฝึกอสนีเลยทั้งวัน ไม่ได้ตั้งใจลอง ห้องหินถูกจองเต็ม และเขาเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรต่อจากงานคลังที่เหลียงซู่ให้นับลังเหล็กแท่งสี่สิบลัง เขาเติมแสงจนเต็มก่อนนอนตามเคย แล้วหลับไป

ตื่นมาตอนก่อนรุ่งสาง แอ่งปราณไม่ได้ว่าง

มีปราณแสงเหลืออยู่เกือบครึ่ง อุ่นและนิ่ง เขานอนนิ่งอยู่บนเตียง ในความมืดที่เสียงกรนของตู้เหวินซานเบาลงแล้ว และไม่กล้าขยับ กลัวว่าถ้าขยับมันจะหายไป เหมือนเช้าวันที่สี่บนลานศิลาที่เขาเผลอดีใจ

มันไม่หายไป

เขานอนคิดจนแสงเช้าเข้ามาที่หน้าต่าง ทุกคืนก่อนหน้านี้ ก่อนนอน เขาชวนปราณอสนีเส้นบาง ๆ ลงไปลองวางข้างแสง ด้วยความเชื่อว่าสักวันจะหาที่ของมันเจอ แม้เขาเลิกลองจริงจังหลังคืนที่อ่านใบส่งของผิด แต่เขาไม่เคยเลิกทั้งหมด เขายังทำทุกคืน คืนละครั้งสองครั้ง เหมือนคนที่เลิกดื่มแล้วแต่ยังจิบก่อนนอน อสนีเส้นนั้นเบาเกินกว่าจะทำให้นิ้วเท้ากระตุกอีก เขาจึงคิดว่ามันไม่ได้ทำอะไร

มันไม่ได้ทำให้เจ็บ แต่มันทำให้แสงไม่นิ่ง และแสงที่ไม่นิ่ง ไม่ได้นอนกับเขา

เขานึกขันตัวเองขึ้นมา แต่เกาอี้ยังหลับอยู่ จึงเพียงเอนหลังลงกับหมอน

...

ปัญหาที่เหลือคือ ถ้าแสงตั้งแอ่งได้ก่อน อสนีจะไม่มีที่อยู่เลย

ถังเหยียนเคยบอกไว้ว่าแสงจะนิ่งก่อน และแสงที่นิ่งจะจองที่ ถ้าเขาปล่อยให้แสงตั้งแอ่งอย่างเผยอิ้ง เขาจะเข้าสู่ขั้นแรกได้ในไม่กี่วัน แต่ทุกครั้งที่ฝึกอสนีหลังจากนั้น เขาจะต้องเอาแสงที่ตั้งแล้วออกก่อน ซึ่งฟังดูเหมือนรื้อบ่อที่ขุดเสร็จแล้วทุกครั้งที่อยากตักน้ำอีกชนิดหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องปล่อยอสนีไว้ข้างนอก และยอมให้มันช้าลงไปอีกเป็นปี

เขาไม่ชอบทั้งสองทาง และไม่มีทางที่สาม

เขาไปถามเจียงเหวิน ซึ่งเป็นครั้งแรกในสิบเอ็ดสัปดาห์ที่เขาไปหาผู้สอนนอกเวลาเรียน เจียงเหวินกำลังตรวจสมุดบันทึกการฝึกของกลุ่มก่อนหน้า กองสูงถึงศอก ฟังคำถามจนจบโดยไม่เงยหน้า แล้วบอกว่าเรื่องอสนีไปถามถังเหยียน เขาสอนแสง

เขาไปหาถังเหยียน นางอยู่ในห้องหินกับศิษย์อสนีเดี่ยวอีกกลุ่มหนึ่ง บอกให้เขารอ รอจนหมดชั่วยาม แล้วนางก็บอกว่ามีคนเขียนเรื่องนี้ไว้แล้ว ไม่ใช่นาง แต่อยู่ในหอตำรา

“ตำราชั้นสาม ส่วนผู้มีหลายธาตุ มีเจ็ดแปดเล่มที่พูดถึงอสนีกับธาตุอื่น” นางว่า “อ่านได้ฟรี ยืมออกมาไม่ได้ ข้าบอกศิษย์สองธาตุทุกคนตั้งแต่เดือนแรก เจ้าก็ได้ยิน”

เขาจำได้ นางบอกในวันที่สามหรือวันที่สี่ ตอนที่เขากำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ครึ่งหนึ่ง

หอตำราอยู่อีกฝั่งหุบเขา เดินไปกลับเกือบครึ่งวัน เขาไม่ได้ไปเลยสักครั้งในสิบเอ็ดสัปดาห์ เพราะมีงาน มีเรียน มีห้องหินที่ต้องจอง มีจดหมายที่ต้องเขียน และเพราะเขาเชื่อว่าถ้าลองต่อไปอีกนิด เขาจะหาทางเจอเอง

...

หอตำราของหลิงเยว่ไม่เงียบ

มันคืออาคารหลังใหญ่บนเนินสูงที่เขามองเห็นจากสะพานหินในวันแรก คนที่เดินเข้าออกเหมือนมดนั้นเป็นศิษย์ ผู้ช่วยสอน เจ้าหน้าที่จากหอสืบหลักที่มาขอคัดตำรา และช่างคัดลอกที่ทำงานเป็นกะ ชั้นล่างขายกระดาษกับหมึกในราคาที่ถูกกว่าตลาดใต้เขาเกือบครึ่ง ชั้นสองมีโต๊ะยาวสิบกว่าตัว มีคนนั่งเต็มทุกโต๊ะ บางคนหลับอยู่บนตำรา ชั้นสามเงียบกว่า และมีหญิงชราคนหนึ่งนั่งหน้าบันไดคอยดูป้ายศิษย์ทุกคนที่ขึ้นไป

ตำราเรื่องผู้มีหลายธาตุอยู่บนชั้นวางไม่ไกลจากหน้าต่าง มีเก้าเล่ม เจ็ดเล่มเก่าจนต้องจับด้วยผ้า อีกสองเล่มเป็นฉบับคัดลอกใหม่ จิ้งเหออ่านจนหมดครึ่งวัน และไม่ได้กลับทันงานคลังวันนั้น

เขาพบสิ่งที่ถังเหยียนพูดถึงในเล่มที่สี่ เขียนโดยผู้บำเพ็ญธาตุอสนีกับไม้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งไม่ได้ให้ชื่อตัวเองไว้ เขียนสั้นกว่าที่คิด ลายมือเอียงไปทางขวาจนอ่านยาก

อสนีไม่อยู่ในที่ อสนีอยู่ในทาง ผู้ใดให้อสนีนอนในแอ่งเหมือนธาตุอื่น จะพบว่ามันไม่ยอมนอน ผู้ใดให้อสนีเดินรอบขอบแอ่งเป็นวงเล็ก ไม่หยุด จะพบว่ามันไม่ต้องการที่ มันต้องการทางวน ธาตุที่นอนในแอ่งจะเป็นหลักของวง อสนีที่วนจะเป็นรั้วของแอ่ง ทำให้ช้า ทำให้เล็ก วงที่ใหญ่เกินจะชนธาตุหลัก วงที่เร็วเกินจะหลุดออกทางกล้ามเนื้อ

ข้างใต้ มีคนเขียนเพิ่มไว้ด้วยหมึกอีกสี ลายมือคนละคน

ข้าลองแล้ว ใช้เวลาสี่เดือน

ข้างใต้นั้นอีกบรรทัด ลายมือคนที่สาม

สองเดือน

จิ้งเหอนั่งมองสามบรรทัดนั้นอยู่นาน นึกถึงแท่งทองแดงที่เหลียงซู่ให้เขาจับ ธาตุทองที่นิ่งทั้งแท่ง และปราณอสนีที่ไหลผ่านรางลงดินอย่างเรียบ นึกถึงถังเหยียนที่พูดว่าอสนีไม่ชอบอยู่นิ่ง ตั้งแต่ชั่วยามแรก นึกถึงที่ตัวเองเคยตั้งหินเป็นช่วงให้มันกระโดดข้าม

เขาพยายามหาที่ให้มันนอน ทั้งที่ทุกคนที่รู้จักมันบอกเขาตั้งแต่แรกว่ามันไม่นอน

เขาเอากระดาษที่ซื้อจากชั้นล่างขึ้นมา คัดข้อความนั้นเก็บไว้ ทั้งสามบรรทัด

...

วันแรกที่ลอง เขาทำพลาดตามที่ตำราบอกไว้ทุกข้อ

ในห้องหิน ชั่วยามที่จองไว้ด้วยสองแต้มสุดท้ายของเดือนนั้น เขาปล่อยให้แสงอยู่ในแอ่ง ไม่ได้เอาออก แล้วชวนอสนีเส้นบางลงมา ไม่ให้มันลงไปในแอ่ง ให้มันเลี้ยวที่ขอบ วงแรกเขาทำใหญ่เกิน อสนีเฉียดแสงแล้วทั้งคู่สะดุ้ง แสงกระจายไปครึ่งหนึ่ง วงที่สองเขาทำให้เล็กลง แต่ต้องใช้ใจดันมันให้วน มันจึงเร็วขึ้นทุกรอบ จนรอบที่หกมันหลุดออกไปทางกล้ามเนื้อท้องอีกครั้ง เบากว่าวันนั้นมาก แต่พอให้เขาต้องงอตัว

วันที่สองเขาไม่ได้ห้องหิน เขาลองบนเตียงด้วยอสนีจากอากาศในห้อง ซึ่งบางเกินกว่าจะทำอะไรใครได้ ไม่ต้องกลัวเจ็บ เขาไม่ได้ลองทำวงให้เป็นวง เขาลองแค่ให้เส้นอสนีเดินไปครึ่งวงแล้วปล่อย ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งคืน เหมือนหัดเดินทีละก้าว เหมือนดูแค่แถวที่กำลังดีดบนลูกคิด

วันที่สามเขาเดินได้ครบวง ความเร็วเท่ากับลมหายใจของเขาเอง เข้าครึ่งวง ออกครึ่งวง เขาไม่ได้ดันมัน เขาให้มันตามลมหายใจ อย่างที่เคยให้ปราณแสงตามลมหายใจลงไปถึงแอ่งในเช้าวันที่สี่ของสัปดาห์แรก แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ลงไปไหน มันวน

วงนั้นอยู่ได้สิบสองรอบ แล้วเขาก็หลับไป

...

ตื่นมาก่อนรุ่งสาง แอ่งปราณไม่ได้ว่าง

ปราณแสงอยู่ในนั้น ไม่ใช่ครึ่งหนึ่ง อยู่ครบ และนิ่งกว่าที่เคยรู้สึก ส่วนวงอสนีไม่อยู่แล้ว มันหลุดไปเมื่อไรเขาไม่รู้ แต่ที่ขอบแอ่งตรงที่มันเคยวน มีร่องรอยบางอย่างเหลืออยู่ ไม่ใช่ปราณ เป็นเหมือนรอยเท้าบนดินหลังฝน ทางที่เคยมีคนเดิน

เขาชวนอสนีเส้นใหม่ลงมา มันพบทางนั้นเอง และเริ่มวน

เขาไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้ลืมตา นอนอยู่อย่างนั้นจนตู้เหวินซานตื่นขึ้นมาบ่นเรื่องฝันร้าย จนเกาอี้ลุกไปตักน้ำ จนมู่เฉิงรดน้ำหญ้าน้ำค้างเงินต้นใหม่ในกระถางที่เคยว่าง ต้นที่งอกจากเมล็ดที่เขาไปขอจากผู้ดูแลแปลงสมุนไพรมา แลกกับการทำงานเพิ่มสองวัน

วงอสนียังวนอยู่ ช้าเท่าลมหายใจ ไม่ได้แตะแสง แสงไม่ได้หนีมัน

แอ่งปราณของเขาไม่ต้องการให้เขาประคองอีกแล้ว

...

วันรายงานตัวที่เรือนรากฐานไม่ใช่วันที่มีอะไรพิเศษ

โต๊ะรับรายงานตัวอยู่ในห้องเล็กข้างโถงหินใหญ่ ผู้ช่วยสอนที่นั่งหลังโต๊ะเป็นคนเดียวกับที่จดสองเลขข้างชื่อเขาในวันวัดผล ข้างโต๊ะมีแผ่นหินขาวขุ่นแผ่นเล็กกว่าที่ใช้วันนั้น ศิษย์ที่มาก่อนเขาสองคน คนหนึ่งเป็นธาตุดิน อีกคนเป็นธาตุน้ำ ทั้งคู่ผ่าน ขึ้นทะเบียน รับป้ายใหม่ แล้วเดินออกไปโดยไม่ได้หยุดพูดกับใคร คนธาตุน้ำเดินออกไปพร้อมกับถามผู้ช่วยสอนว่าโรงอาหารของเรือนทางเหนือยังเปิดอยู่หรือเปล่า

ถึงคิวเขา ผู้ช่วยสอนให้เขาวางมือบนหินโดยไม่ต้องชวนปราณ ไม่ต้องส่งปราณ แค่วาง

แผ่นหินรับรู้ปราณในแอ่งที่อยู่ของมันเอง ไม่ใช่ปราณที่เจ้าของกำลังประคอง มันเรืองแสงสีขาวจาง ๆ ตรงกลาง นิ่งและสม่ำเสมอ และที่ขอบแสงสีขาวนั้น มีเส้นบางกว่าเส้นผมเส้นหนึ่งวิ่งวนอยู่ช้า ๆ สีม่วงอมฟ้า จนผู้ช่วยสอนต้องก้มหน้าเข้าไปดู

“ทำวนแล้วหรือ” เขาถาม

“ขอรับ”

“อ่านจากหอตำรา”

“ขอรับ”

ผู้ช่วยสอนจดลงสมุด ช้ากว่าที่จดให้สองคนก่อนหน้า

“ขั้นแรกช่วงต้น แสงตั้งแอ่ง อสนีทำวน วงยังบาง ต้องเลี้ยงวงให้หนาก่อนจะคิดเรื่องขั้นกลาง อสนีช้ากว่าแสง อย่าปล่อยให้ห่างกันเกินไป ไม่อย่างนั้นแสงจะติดเพดานรออสนีจนเจ้าเบื่อ” เขาพูดโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงเหมือนอ่านใบสั่งยา “ส่วนมากคนสองธาตุที่ทำวนได้จะใช้สามถึงสี่เดือน เจ้าเร็วกว่านั้น ไม่ต้องบอกใคร ไม่มีใครสนใจหรอก”

เขายื่นป้ายศิษย์แผ่นใหม่ให้ ด้านหลังมีขีดเล็ก ๆ ขีดหนึ่งใต้ลายนิ้วมือ เหมือนของเผยอิ้ง เหมือนของทุกคนที่เดินผ่านโต๊ะนี้ไปก่อนหน้า

“ป้ายเก่าคืนไว้ที่นี่ แต้มในป้ายโอนไปแล้ว” ผู้ช่วยสอนว่า “ต่อไป”

...

ขาลงจากเรือนรากฐาน เขาเดินผ่านกระดานประกาศที่ลานหน้าโถงใหญ่ และหยุดดู เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาไม่ต้องรีบไปไหน

ประกาศงานยังซ้อนกันสามชั้นเหมือนเดิม แต่ตรงกลางกระดานมีกระดาษแผ่นใหญ่แผ่นใหม่ติดอยู่ เขียนด้วยลายมือตัวใหญ่ ปลายฤดูใบไม้ร่วง เรือนรากฐานจะจัดการประลองฝีมือศิษย์สายนอกรุ่นใหม่ ศิษย์ที่เข้าขั้นแรกแล้วลงชื่อได้ รางวัลเป็นแต้ม ชั่วโมงห้องฝึก และการได้รับพิจารณาเข้ากลุ่มวิชาของหอต่าง ๆ ก่อนรอบปกติ

ข้างกันนั้น มีกระดาษอีกแผ่นเล็กกว่า จากหอพิทักษ์ ประกาศรับศิษย์สายนอกขั้นแรกหกคน ร่วมทีมภาคสนามระยะสั้นไปตรวจแนวรั้วปราณทางใต้ ผู้นำทีม ฉีเยี่ยนโจว เงื่อนไขข้อหนึ่งคือต้องส่งปราณออกทางฝ่ามือได้โดยไม่เสียการควบคุม ใต้ประกาศมีชื่อลงไว้แล้วสิบเจ็ดชื่อ สำหรับหกที่

เขายังไม่มีหมายเหตุว่าส่งปราณออกได้เกินครึ่งแอ่ง ข้างชื่อเขายังเขียนว่าการควบคุมทางออกไม่พอ

เขาไม่ได้ลงชื่อ เขาจดวันปิดรับของทั้งสองประกาศไว้ที่ขอบกระดาษที่คัดตำราจากหอตำรา แล้วพับเก็บ

...

บ่ายวันนั้นเป็นวันงานคลัง เหลียงซู่อยู่ที่โรงหลอมโรงที่สอง ไม่ได้อยู่ในคลัง จิ้งเหอทำบัญชีเข้าออกเสร็จเร็วกว่าทุกครั้ง แล้วเดินไปที่โรงหลอม เพราะมีใบส่งของใบหนึ่งที่ต้องให้เหลียงซู่ลงชื่อ

โรงหลอมโรงที่สองร้อนจนอากาศบิดตัว เหลียงซู่ยืนอยู่หน้าเตาเล็ก ถือคีมจับใบมีดรางไฟที่เพิ่งออกจากไฟ วางลงบนทั่ง ไม่ได้ตี เขาวางมือซ้ายไว้เหนือใบมีด ห่างไม่ถึงคืบ แล้วจิ้งเหอก็รู้สึกได้ ปราณทองจากฝ่ามือของเหลียงซู่ไหลลงไปในเหล็กที่ยังแดง ไม่ได้ไหลแรง ไม่ได้ไหลมาก แต่ไหลทั่วทั้งใบเท่ากัน ตั้งแต่โคนถึงปลาย ไม่มีตรงไหนหนาหรือบางกว่า

นั่นคือการส่งปราณออกทางฝ่ามือ อย่างที่เขาทำให้ใบไม้แห้งเรืองแสงได้ชั่วลมหายใจเดียว

เหลียงซู่จุ่มใบมีดลงน้ำ ไอน้ำพุ่งขึ้น แล้วยกมันขึ้นดู เคาะด้วยเล็บ ฟังเสียง แล้ววางลงบนกองทางขวา กองที่ผ่าน

“แปดสิบเจ็ด เสียสิบสาม” เขาว่าโดยไม่หันมา “เหลือสิบสามชิ้น เสียได้อีกไม่เกินสองชิ้น ถ้าเกิน ข้าต้องรอสอบรอบหน้า อีกหนึ่งปี”

จิ้งเหอยื่นใบส่งของให้ เหลียงซู่ลงชื่อด้วยมือที่ยังมีเขม่าติดอยู่ แล้วมองป้ายศิษย์ที่เอวเขาครั้งเดียว มองนานพอที่จะเห็นขีดเล็ก ๆ ใต้ลายนิ้วมือ

“ส่งปราณออกได้เท่าไรแล้ว”

“ใบไม้แห้งใบหนึ่ง หนึ่งลมหายใจ”

เหลียงซู่รับคำตอบนั้นเหมือนรับตัวเลขอีกตัวในบัญชี แล้วหยิบใบมีดชิ้นที่แปดสิบแปดขึ้นมาจากกองรอเข้าเตา

“ข้าใช้เวลาสามปีกว่าจะทำให้ปราณไหลทั้งใบเท่ากัน” เขาว่า “ปีแรกข้าเผาใบมีดทิ้งไปสองร้อยใบ หอร้อยช่างหักแต้มข้าทุกใบ ถ้าเจ้าอยากหัดส่งปราณให้เท่ากัน ใบไม้แห้งไม่ใช่ของที่ดีที่สุดที่จะหัด ใบไม้ไม่บอกเจ้าว่าตรงไหนหนาตรงไหนบาง”

เขาวางใบมีดลงในเตา ไม่ได้พูดต่อว่าอะไรเป็นของที่ดีกว่า

จิ้งเหอยืนดูเขาจนใบมีดชิ้นนั้นออกจากไฟ ถูกวางลงบนทั่ง ได้รับปราณทองจากฝ่ามือนั้น จุ่มน้ำ เคาะ ฟัง แล้ววางลงบนกองทางขวา

แปดสิบแปด

...

คืนนั้นเขาไม่ได้ฝึกอะไรเป็นพิเศษ

เขากินข้าวที่โรงอาหาร ป้าหลัวตักข้าวให้พูนเท่ากับคนอื่น ผักเค็มน้อยลงกว่าเดือนแรก หรือเขาชินแล้วก็ไม่รู้ ตู้เหวินซานพูดเรื่องการประลองศิษย์สายนอกตลอดมื้อ บอกว่าต้องเข้าขั้นแรกให้ทันลงชื่อ ซึ่งเหลือเวลาเขาอีกไม่ถึงสองเดือน เกาอี้ไม่ได้มากินข้าว มู่เฉิงมากินช้า เขาเพิ่งกลับจากตลาดใต้เขา ไปพบคนกลางชื่อแรกในสองชื่อที่ได้มา เขาไม่ได้เล่าว่าคุยกันว่าอะไร แต่ก่อนนอน เขาเขียนจดหมายถึงบิดาอีกฉบับ สั้นกว่าฉบับแรกมาก และฉีกทิ้งสองครั้งก่อนจะพับใส่ซอง

จิ้งเหอเขียนจดหมายตอบอวี้หนิง ยกตัวอย่างใบส่งของผิดให้นางสามใบ รวมทั้งใบของแท่งทองแดงสามสิบเอ็ดแท่ง และบอกว่าใบนั้นเขาอ่านผิด เพราะความผิดไม่ได้อยู่ในใบ ส่วนลูกคิด เขาทำตามที่นางบอกแล้ว มันไม่หลวมอีก

เขาไม่ได้เขียนเรื่องป้ายแผ่นใหม่

ไม่ใช่เพราะอยากเก็บไว้เป็นความลับ แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไรให้คนที่หานเฉียวเข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร และไม่อยากเขียนให้มันฟังดูใหญ่กว่าที่มันเป็น มันเป็นขีดเล็ก ๆ ขีดเดียวใต้ลายนิ้วมือ ที่คนในหุบเขานี้มีหลายพันคน

เขาดับตะเกียง นอนลง ในความมืดปราณแสงยังแตะผิวหนังอยู่บาง ๆ เหมือนทุกคืนตั้งแต่คืนแรก แต่คืนนี้เขาไม่ได้ชวนมันลงไป ไม่จำเป็นต้องชวน

ในแอ่งใต้สะดือสามนิ้ว มีบางอย่างอุ่นอยู่ตรงนั้น นิ่งอยู่ตรงนั้น และที่ขอบของมัน มีวงเส้นบางวิ่งวนอยู่ช้า ๆ เท่าจังหวะลมหายใจ ไม่ต้องให้ใครประคอง ไม่ต้องให้เขาประคอง

เขาหลับไปขณะที่มันยังวนอยู่

และเมื่อตื่นขึ้นมา ก่อนรุ่งสาง ในห้องที่ยังได้ยินเสียงน้ำซึมผ่านหินข้างห้องไม่หยุด มันก็ยังอยู่

ตอนก่อนหน้ากลับสารบัญ